การเปิดเผยข้อมูล: บทความนี้อาจมีลิงก์พันธมิตรไปยังสถาบันการเงิน หากคุณสมัครผลิตภัณฑ์ผ่านลิงก์ เราอาจได้รับค่าแนะนำโดยคุณไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ความเห็นในบทความเป็นของกองบรรณาธิการ ไม่ได้ถูกกำหนดโดยพันธมิตร

คำถาม "เกษียณต้องมีกี่ล้าน" เป็นคำถามที่ตอบผิดกันมากที่สุดในวงการการเงินไทย เพราะคำตอบที่ได้ยินบ่อย — 5 ล้านบ้าง 10 ล้านบ้าง 20 ล้านบ้าง — ล้วนเป็นเลขของ "คนสมมติ" ที่ไม่ใช่คุณ คนใช้เดือนละ 18,000 ในต่างจังหวัดกับคนใช้เดือนละ 60,000 ในกรุงเทพฯ ไม่มีทางต้องการเงินก้อนเดียวกัน การจำเลขคนอื่นมาใช้จึงพาไปได้สองทาง: กลัวเกินเหตุจนไม่กล้าเริ่ม หรือชะล่าใจเกินไปจนสายเกินแก้

ข่าวดีคือ "เลขของตัวเอง" หาได้ด้วยเลขคณิตชั้นประถมกับเวลาไม่เกินหนึ่งแก้วกาแฟ บทความนี้พาไล่ทีละขั้น พร้อมบอกตรง ๆ ว่าสูตรลัดแต่ละตัวมีจุดอ่อนตรงไหน เพราะสูตรที่คนใช้กันทั่วโลกถูกสร้างจากข้อมูลตลาดอเมริกา ไม่ใช่ตลาดไทย

เริ่มจากรายจ่าย ไม่ใช่รายได้ — สูตร 70% ที่ใช้ได้จริง

ฐานของการคำนวณทั้งหมดคือคำถามเดียว: เกษียณแล้วจะใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ หลักที่นักวางแผนการเงินใช้กันคือประมาณ 70% ของรายจ่ายปัจจุบัน เหตุผลไม่ใช่เวทมนตร์ แต่เป็นเพราะรายจ่ายบางก้อนหายไปเองเมื่อเลิกทำงาน — ค่าเดินทางไปออฟฟิศ ค่ากินข้าวนอกบ้านวันทำงาน ค่าเสื้อผ้าทำงาน เงินออมเพื่อเกษียณเอง (ซึ่งตอนนั้นไม่ต้องออมแล้ว) และถ้าวางแผนดี ค่าผ่อนบ้านควรจบก่อนอายุ 60

แต่ 70% ไม่ใช่กฎเหล็ก มันมีเงื่อนไขซ่อนอยู่สองข้อที่คนมักลืม ข้อแรก ค่ารักษาพยาบาลจะวิ่งสวนทาง — รายจ่ายหมวดอื่นลด แต่หมวดสุขภาพเพิ่มขึ้นตามอายุ ถ้าไม่มีประกันสุขภาพหรือสวัสดิการรองรับหลังเกษียณ ควรขยับสมมติฐานขึ้นไปที่ 80% ข้อสอง คนที่วันนี้ประหยัดมากอยู่แล้ว ใช้เงินแค่ก้อนจำเป็นล้วน ๆ แทบไม่มีอะไรให้ตัดเพิ่มตอนเกษียณ กลุ่มนี้ควรใช้ 90–100% ไปเลย ตรงไปตรงมากว่า

ขั้นถัดมาที่พลาดกันเยอะที่สุดคือ เงินเฟ้อ — เลขที่คำนวณได้ต้องเป็นเงิน ณ วันเกษียณ ไม่ใช่เงินวันนี้ ที่เงินเฟ้อเฉลี่ยราว 3% ต่อปี ข้าวของจะแพงขึ้นประมาณเท่าตัวในทุก ๆ 24 ปี แปลว่าคนอายุ 35 ที่คิดว่า "เดือนละ 21,000 ก็อยู่ได้" ต้องเตรียมใจว่าตอนอายุ 60 ชีวิตแบบเดียวกันเป๊ะจะกินเงินราว 44,000 ต่อเดือน ใครคำนวณโดยไม่ปรับเงินเฟ้อ จะได้เลขที่ต่ำกว่าความจริงเกือบครึ่ง — และนี่คือสาเหตุที่คนรุ่นก่อนจำนวนไม่น้อยเกษียณแล้วพบว่าเงินที่คิดว่า "เหลือเฟือ" กลับตึงมือ

กฎ 4% และ Rule of 25 — พร้อมข้อจำกัดเมื่อยกมาใช้กับไทย

ได้รายจ่ายต่อปี ณ วันเกษียณแล้ว ขั้นต่อไปคือแปลงเป็นขนาดกองเงิน เครื่องมือมาตรฐานคือ กฎ 4% จากงานวิจัยของ William Bengen และทีม Trinity Study ในอเมริกา ซึ่งพบว่าถ้าถอนเงินปีแรก 4% ของพอร์ต แล้วปรับยอดถอนตามเงินเฟ้อทุกปี พอร์ตหุ้นผสมตราสารหนี้มีโอกาสสูงมากที่จะอยู่รอดครบ 30 ปี พลิกสูตรกลับด้านจะได้ Rule of 25: เอารายจ่ายต่อปีคูณ 25 ก็ได้ขนาดกองเงินเป้าหมาย เช่น ใช้ปีละ 528,000 ก็ต้องมีราว 13.2 ล้านบาท

สูตรนี้ดีตรงที่ให้จุดตั้งต้นเป็นรูปธรรมภายในสิบวินาที แต่ต้องรู้ว่ากำลังยืมสูตรของใครมาใช้ งานวิจัยต้นทางอิงผลตอบแทนย้อนหลังของหุ้นอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ขณะที่หุ้นไทยช่วงสิบปีหลังให้ผลตอบแทนต่ำกว่านั้นชัดเจน

สามข้อจำกัดของกฎ 4% ในบริบทไทย หนึ่ง — พอร์ตคนไทยส่วนใหญ่มีเงินฝากและตราสารหนี้เยอะ ผลตอบแทนคาดหวังต่ำกว่าพอร์ตในงานวิจัยมาก ถอน 4% ต่อปีอาจแรงเกินไป ถ้าพอร์ตหลังเกษียณเน้นความปลอดภัย ควรลดเหลือราว 3–3.5% ซึ่งแปลว่าตัวคูณขยับจาก 25 ไปทาง 28–33 เท่า สอง — งานวิจัยออกแบบมาสำหรับ 30 ปี คนเกษียณอายุ 55 แล้วอยู่ถึง 90 คือ 35 ปี ต้องเผื่อเพิ่ม สาม — ลำดับปีดี-ปีแย่ (Sequence of Returns) สำคัญมาก ถ้าตลาดพังแรงในห้าปีแรกหลังเกษียณ พอร์ตอาจไม่มีวันฟื้น ต่อให้ค่าเฉลี่ยระยะยาวสวยแค่ไหนก็ตาม

มุมมองของเรา: ใช้ Rule of 25 เป็น "พื้น" ไม่ใช่ "เพดาน" — ถ้าคำนวณแล้วได้ 13 ล้าน ให้อ่านว่า "อย่างน้อย 13 ล้าน และถ้าดันไปได้ถึง 15–16 ล้านจะหลับสบายขึ้นมาก" ดีกว่าอ่านว่า "ถึง 13 ล้านปุ๊บจบภารกิจ"

ตารางตัวอย่าง: ใช้เดือนละ 20,000/30,000/50,000 วันนี้ ต้องมีเท่าไหร่ตอน 60

ตารางนี้รวมทุกขั้นให้ดูจบในที่เดียว สมมติฐาน: วันนี้อายุ 35 เกษียณอายุ 60 (อีก 25 ปี) ใช้จ่ายหลังเกษียณ 70% ของปัจจุบัน เงินเฟ้อ 3% ต่อปี และใช้ตัวคูณ 25 เท่า ตัวเลขปัดเป็นค่าโดยประมาณ — ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้ง

รายจ่ายวันนี้/เดือนใช้หลังเกษียณ (70%)มูลค่า ณ อายุ 60 หลังเงินเฟ้อรายจ่ายต่อปีตอนนั้นกองเงินที่ต้องมี (×25)
20,000 บาท14,000 บาท~29,300 บาท/เดือน~352,000 บาท~8.8 ล้านบาท
30,000 บาท21,000 บาท~44,000 บาท/เดือน~528,000 บาท~13.2 ล้านบาท
50,000 บาท35,000 บาท~73,300 บาท/เดือน~879,000 บาท~22 ล้านบาท

เห็นเลขแล้วอย่าเพิ่งท้อ เพราะตารางนี้มีสมมติฐานอนุรักษนิยมซ่อนอยู่ข้อหนึ่ง: มันคิดเหมือนคุณต้องหาเงินก้อนนี้เองทั้งหมด ทั้งที่ความจริงคนทำงานส่วนใหญ่มีแหล่งรายได้เกษียณอื่นสะสมอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว — ซึ่งพาไปหัวข้อถัดไป

อย่าลืมหักสิ่งที่มีอยู่แล้ว: ประกันสังคม กบข. PVD RMF

เลขในตารางคือ "ความต้องการรวม" ก่อนจะตกใจ ให้เอารายได้เกษียณที่มีอยู่แล้วมาหักออกก่อน

  • บำนาญชราภาพประกันสังคม (ม.33/ม.39) — พนักงานประจำที่ส่งเงินสมทบครบ 15 ปีขึ้นไปมีสิทธิรับบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต คนที่ส่งจากฐานเงินเดือนเพดาน 15,000 บาทต่อเนื่องยาว ๆ จะได้ราว 4,500–7,500 บาทต่อเดือน แล้วแต่จำนวนปีที่ส่ง ฟังดูน้อย แต่บำนาญ 6,000 บาท/เดือนเทียบเท่ากองเงินตาม Rule of 25 ถึงราว 1.8 ล้านบาท — นี่คือเงินที่คุณ "มีแล้ว" โดยไม่ต้องออมเพิ่ม
  • กบข. — ข้าราชการที่เป็นสมาชิกได้ทั้งเงินสะสมของตัวเอง เงินสมทบ และเงินชดเชยจากรัฐ บวกบำเหน็จบำนาญตามสิทธิ กลุ่มนี้มักต้องออมเองเพิ่มน้อยกว่าคนกลุ่มอื่นชัดเจน
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) — ถ้าบริษัทมีให้ นี่คือของขวัญที่คนจำนวนมากทิ้งไว้บนโต๊ะ เงินที่นายจ้างสมทบคือผลตอบแทนทันที 100% ของเงินส่วนที่สมทบให้ ก่อนคิดผลตอบแทนการลงทุนใด ๆ กติกาง่ายที่สุดในบทความนี้: ใส่ PVD ให้เต็มเพดานที่นายจ้างสมทบเสมอ
  • RMF — กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่ซื้อเองได้ทุกคน ได้ลดหย่อนภาษีระหว่างทาง แลกกับเงื่อนไขถือถึงอายุ 55 และลงทุนต่อเนื่อง เหมาะเป็นเครื่องมือหลักของฟรีแลนซ์และคนที่บริษัทไม่มี PVD
วิธีหักลบให้เห็นเลขจริง สมมติเป้ารวมคือ 13.2 ล้าน มีบำนาญประกันสังคมคาดการณ์ 6,000 บาท/เดือน (เทียบเท่ากอง ~1.8 ล้าน) และคาด PVD ณ อายุ 60 ราว 3 ล้าน — เหลือที่ต้องสร้างเองจริง ๆ ประมาณ 8.4 ล้าน ตัวเลขที่ "ต้องออมเอง" มักเล็กกว่าที่กลัวเสมอ เช็กยอดประกันสังคมสะสมได้ในแอปทางการของสำนักงานประกันสังคม ส่วน PVD ดูจากใบแจ้งยอดรายปี

เริ่มที่ 25 / 35 / 45 ต้องออมเดือนละเท่าไหร่

ตารางนี้ใช้โจทย์เดียวกัน: คนใช้จ่ายวันนี้เดือนละ 30,000 บาท ต้องการเกษียณอายุ 60 ตามสมมติฐานชุดเดิม (เงินเฟ้อ 3% ผลตอบแทนลงทุนเฉลี่ย 6% ต่อปี) จุดที่น่าสนใจคือคนเริ่มเร็วต้องเจอเงินเฟ้อนานกว่า เป้าเลยใหญ่กว่า — แต่เงินที่ต้องออมต่อเดือนกลับน้อยกว่ามาก เพราะดอกเบี้ยทบต้นทำงานแทนเกือบหมด

เริ่มออมตอนอายุเวลาที่มีเป้า ณ อายุ 60ต้องออม/เดือนโดยประมาณ
25 ปี35 ปี~17.7 ล้านบาท~12,500 บาท
35 ปี25 ปี~13.2 ล้านบาท~19,000 บาท
45 ปี15 ปี~9.8 ล้านบาท~34,000 บาท

อ่านตารางนี้แล้วข้อสรุปเขียนตัวเองได้เลย: ทุกสิบปีที่รอ ยอดออมต่อเดือนเกือบเท่าตัว และสำหรับคนเริ่มที่ 45 ยังมีปัญหาซ้อนอีกชั้น — เวลาลงทุนสั้นลง ความสามารถรับความผันผวนก็ต่ำลง สมมติฐานผลตอบแทน 6% เริ่มเสี่ยงเกินไป ถ้าลดเหลือ 4–5% ยอดออมต่อเดือนจะทะลุ 38,000–40,000 บาท ซึ่งสำหรับหลายคนคือเป็นไปไม่ได้ ทางออกจริงของกลุ่มเริ่มช้ามักไม่ใช่การลงทุนเสี่ยงขึ้น แต่คือการผสมสามอย่าง: ลดมาตรฐานรายจ่ายหลังเกษียณ ทำงานต่อถึง 63–65 และเร่งใช้เครื่องมือลดหย่อนภาษีอย่าง RMF ให้เต็มสิทธิเพื่อให้เงินคืนภาษีมาช่วยออมอีกแรง

ถ้าอยากเห็นเลขของตัวเองแบบขยับได้ ลองใส่ยอดออมของคุณในเครื่องวางแผน DCA ซึ่งแสดงผลลัพธ์ทั้งสมมติฐานระมัดระวังและเติบโตพร้อมกัน หรือเล่นกับเครื่องคำนวณดอกเบี้ยทบต้นถ้ามีเงินก้อนตั้งต้นอยู่แล้ว

เริ่ม RMF ก้อนแรกพร้อมสิทธิลดหย่อนปีนี้

เปิดบัญชีกองทุนออนไลน์ได้ใน 1 วันทำการ ตั้งหักบัญชีอัตโนมัติรายเดือน เลือกได้ตั้งแต่กองตราสารหนี้ถึงกองหุ้นทั่วโลก — ยิ่งเริ่มปีนี้ สิทธิลดหย่อนก็เริ่มนับปีนี้

เปิดบัญชีกองทุน RMF

15 นาทีต่อจากนี้ ทำอะไรได้บ้าง

ทั้งบทความสรุปเป็นกระดาษแผ่นเดียวได้ห้าบรรทัด: หนึ่ง จดรายจ่ายต่อเดือนปัจจุบันแบบตรงไปตรงมา สอง คูณ 0.7 (หรือ 0.8–1.0 ถ้าเข้าเงื่อนไขที่เล่าไว้) สาม ปรับเงินเฟ้อ 3% ตามจำนวนปีที่เหลือถึงเกษียณ สี่ คูณ 12 แล้วคูณ 25 ได้เป้ารวม ห้า หักบำนาญประกันสังคม กบข. และ PVD ที่คาดว่าจะมี — เหลือเท่าไหร่ นั่นคือ "เลขของคุณ" ที่แท้จริง

ความเห็นส่งท้ายจากโต๊ะบรรณาธิการ: เลขที่คำนวณวันนี้จะผิดแน่นอน — เงินเฟ้อจริงไม่เท่า 3% เป๊ะ ผลตอบแทนจริงไม่เท่า 6% เรียบ ชีวิตจริงมีเรื่องให้แผนเบี้ยวตลอด แต่คนที่มีเลขผิด ๆ แล้วทบทวนทุกปี ชนะคนที่ไม่มีเลขอะไรเลยแบบขาดลอย เพราะเขารู้ว่ากำลังวิ่งเข้าหาหรือวิ่งหนีเป้า และก่อนจะเริ่มออมเพื่อเกษียณจริงจัง อย่าลืมปูพื้นสองเรื่องนี้ก่อน: เงินสำรองฉุกเฉินต้องมี และถ้ายังใหม่กับกองทุนรวม เริ่มที่คู่มือกองทุนรวมมือใหม่จะเดินเร็วขึ้นมาก