สรุปใน 30 วินาที
  • เริ่มจากรายจ่าย ไม่ใช่รายได้ — ใช้ราว 70% ของรายจ่ายปัจจุบัน (80–100% ถ้าประหยัดอยู่แล้วหรือไม่มีประกันสุขภาพ) แล้วปรับเงินเฟ้อ 3%/ปีเป็นค่า ณ วันเกษียณ
  • Rule of 25: รายจ่ายต่อปี × 25 = กองเงินเป้าหมาย แต่ในบริบทไทยควรถือเป็น "พื้น" ไม่ใช่ "เพดาน" และเผื่อลดอัตราถอนเหลือ 3–3.5%
  • หักรายได้เกษียณที่มีอยู่แล้ว: บำนาญประกันสังคม กบข. PVD และ RMF — เลขที่ "ต้องออมเอง" มักเล็กกว่าที่กลัว
  • ทุก 10 ปีที่รอ ยอดออมต่อเดือนเกือบเท่าตัว — เริ่ม 25 ปีออมราว 12,500/เดือน แต่เริ่ม 45 ปีต้องออมราว 34,000/เดือน
แหล่งอ้างอิง เกณฑ์ เพดานตามกฎหมาย และเงื่อนไขในบทความนี้ อ้างอิงกรอบจากประกาศของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) · สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) · สำนักงานประกันสังคม — ตัวเลขและเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบฉบับล่าสุดจากเว็บไซต์หน่วยงานและผู้ให้บริการโดยตรง (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569)
การเปิดเผยข้อมูล: บทความนี้อาจมีลิงก์พันธมิตรไปยังสถาบันการเงิน หากคุณสมัครผลิตภัณฑ์ผ่านลิงก์ เราอาจได้รับค่าแนะนำโดยคุณไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ความเห็นในบทความเป็นของกองบรรณาธิการ ไม่ได้ถูกกำหนดโดยพันธมิตร

คำถาม "เกษียณต้องมีกี่ล้าน" เป็นคำถามที่ตอบผิดกันมากที่สุดในวงการการเงินไทย เพราะคำตอบที่ได้ยินบ่อย — 5 ล้านบ้าง 10 ล้านบ้าง 20 ล้านบ้าง — ล้วนเป็นเลขของ "คนสมมติ" ที่ไม่ใช่คุณ คนใช้เดือนละ 18,000 ในต่างจังหวัดกับคนใช้เดือนละ 60,000 ในกรุงเทพฯ ไม่มีทางต้องการเงินก้อนเดียวกัน การจำเลขคนอื่นมาใช้จึงพาไปได้สองทาง: กลัวเกินเหตุจนไม่กล้าเริ่ม หรือชะล่าใจเกินไปจนสายเกินแก้

ข่าวดีคือ "เลขของตัวเอง" หาได้ด้วยเลขคณิตชั้นประถมกับเวลาไม่เกินหนึ่งแก้วกาแฟ บทความนี้พาไล่ทีละขั้น พร้อมบอกตรง ๆ ว่าสูตรลัดแต่ละตัวมีจุดอ่อนตรงไหน เพราะสูตรที่คนใช้กันทั่วโลกถูกสร้างจากข้อมูลตลาดอเมริกา ไม่ใช่ตลาดไทย

เริ่มจากรายจ่าย ไม่ใช่รายได้ — สูตร 70% ที่ใช้ได้จริง

ฐานของการคำนวณทั้งหมดคือคำถามเดียว: เกษียณแล้วจะใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ หลักที่นักวางแผนการเงินใช้กันคือประมาณ 70% ของรายจ่ายปัจจุบัน เหตุผลไม่ใช่เวทมนตร์ แต่เป็นเพราะรายจ่ายบางก้อนหายไปเองเมื่อเลิกทำงาน — ค่าเดินทางไปออฟฟิศ ค่ากินข้าวนอกบ้านวันทำงาน ค่าเสื้อผ้าทำงาน เงินออมเพื่อเกษียณเอง (ซึ่งตอนนั้นไม่ต้องออมแล้ว) และถ้าวางแผนดี ค่าผ่อนบ้านควรจบก่อนอายุ 60

แต่ 70% ไม่ใช่กฎเหล็ก มันมีเงื่อนไขซ่อนอยู่สองข้อที่คนมักลืม ข้อแรก ค่ารักษาพยาบาลจะวิ่งสวนทาง — รายจ่ายหมวดอื่นลด แต่หมวดสุขภาพเพิ่มขึ้นตามอายุ ถ้าไม่มีประกันสุขภาพหรือสวัสดิการรองรับหลังเกษียณ ควรขยับสมมติฐานขึ้นไปที่ 80% ข้อสอง คนที่วันนี้ประหยัดมากอยู่แล้ว ใช้เงินแค่ก้อนจำเป็นล้วน ๆ แทบไม่มีอะไรให้ตัดเพิ่มตอนเกษียณ กลุ่มนี้ควรใช้ 90–100% ไปเลย ตรงไปตรงมากว่า

ขั้นถัดมาที่พลาดกันเยอะที่สุดคือ เงินเฟ้อ — เลขที่คำนวณได้ต้องเป็นเงิน ณ วันเกษียณ ไม่ใช่เงินวันนี้ ที่เงินเฟ้อเฉลี่ยราว 3% ต่อปี ข้าวของจะแพงขึ้นประมาณเท่าตัวในทุก ๆ 24 ปี แปลว่าคนอายุ 35 ที่คิดว่า "เดือนละ 21,000 ก็อยู่ได้" ต้องเตรียมใจว่าตอนอายุ 60 ชีวิตแบบเดียวกันเป๊ะจะกินเงินราว 44,000 ต่อเดือน ใครคำนวณโดยไม่ปรับเงินเฟ้อ จะได้เลขที่ต่ำกว่าความจริงเกือบครึ่ง — และนี่คือสาเหตุที่คนรุ่นก่อนจำนวนไม่น้อยเกษียณแล้วพบว่าเงินที่คิดว่า "เหลือเฟือ" กลับตึงมือ

กฎ 4% บอกแค่ค่าเฉลี่ยระยะยาว ไม่ได้บอกว่าพอร์ตของคุณ "มีโอกาสรอดกี่เปอร์เซ็นต์" หากอยากรู้ ลองกรอกเงินก้อนเป้าหมายกับค่าใช้จ่ายต่อปีลงในเครื่องจำลองการถอนเงินหลังเกษียณ เพื่อดูโอกาสที่เงินจะอยู่ครบตลอดช่วงเกษียณจากการสุ่ม 2,000 สถานการณ์

กฎ 4% และ Rule of 25 — พร้อมข้อจำกัดเมื่อยกมาใช้กับไทย

ได้รายจ่ายต่อปี ณ วันเกษียณแล้ว ขั้นต่อไปคือแปลงเป็นขนาดกองเงิน เครื่องมือมาตรฐานคือ กฎ 4% จากงานวิจัยของ William Bengen และทีม Trinity Study ในอเมริกา ซึ่งพบว่าถ้าถอนเงินปีแรก 4% ของพอร์ต แล้วปรับยอดถอนตามเงินเฟ้อทุกปี พอร์ตหุ้นผสมตราสารหนี้มีโอกาสสูงมากที่จะอยู่รอดครบ 30 ปี พลิกสูตรกลับด้านจะได้ Rule of 25: เอารายจ่ายต่อปีคูณ 25 ก็ได้ขนาดกองเงินเป้าหมาย เช่น ใช้ปีละ 528,000 ก็ต้องมีราว 13.2 ล้านบาท

สูตรนี้ดีตรงที่ให้จุดตั้งต้นเป็นรูปธรรมภายในสิบวินาที แต่ต้องรู้ว่ากำลังยืมสูตรของใครมาใช้ งานวิจัยต้นทางอิงผลตอบแทนย้อนหลังของหุ้นอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ขณะที่หุ้นไทยช่วงสิบปีหลังให้ผลตอบแทนต่ำกว่านั้นชัดเจน

สามข้อจำกัดของกฎ 4% ในบริบทไทย หนึ่ง — พอร์ตคนไทยส่วนใหญ่มีเงินฝากและตราสารหนี้เยอะ ผลตอบแทนคาดหวังต่ำกว่าพอร์ตในงานวิจัยมาก ถอน 4% ต่อปีอาจแรงเกินไป ถ้าพอร์ตหลังเกษียณเน้นความปลอดภัย ควรลดเหลือราว 3–3.5% ซึ่งแปลว่าตัวคูณขยับจาก 25 ไปทาง 28–33 เท่า สอง — งานวิจัยออกแบบมาสำหรับ 30 ปี คนเกษียณอายุ 55 แล้วอยู่ถึง 90 คือ 35 ปี ต้องเผื่อเพิ่ม สาม — ลำดับปีดี-ปีแย่ (Sequence of Returns) สำคัญมาก ถ้าตลาดพังแรงในห้าปีแรกหลังเกษียณ พอร์ตอาจไม่มีวันฟื้น ต่อให้ค่าเฉลี่ยระยะยาวสวยแค่ไหนก็ตาม

มุมมองของเรา: ใช้ Rule of 25 เป็น "พื้น" ไม่ใช่ "เพดาน" — ถ้าคำนวณแล้วได้ 13 ล้าน ให้อ่านว่า "อย่างน้อย 13 ล้าน และถ้าดันไปได้ถึง 15–16 ล้านจะหลับสบายขึ้นมาก" ดีกว่าอ่านว่า "ถึง 13 ล้านปุ๊บจบภารกิจ"

ตารางตัวอย่าง: ใช้เดือนละ 20,000/30,000/50,000 วันนี้ ต้องมีเท่าไหร่ตอน 60

ตารางนี้รวมทุกขั้นให้ดูจบในที่เดียว สมมติฐาน: วันนี้อายุ 35 เกษียณอายุ 60 (อีก 25 ปี) ใช้จ่ายหลังเกษียณ 70% ของปัจจุบัน เงินเฟ้อ 3% ต่อปี และใช้ตัวคูณ 25 เท่า ตัวเลขปัดเป็นค่าโดยประมาณ — ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้ง

รายจ่ายวันนี้/เดือนใช้หลังเกษียณ (70%)มูลค่า ณ อายุ 60 หลังเงินเฟ้อรายจ่ายต่อปีตอนนั้นกองเงินที่ต้องมี (×25)
20,000 บาท14,000 บาท~29,300 บาท/เดือน~352,000 บาท~8.8 ล้านบาท
30,000 บาท21,000 บาท~44,000 บาท/เดือน~528,000 บาท~13.2 ล้านบาท
50,000 บาท35,000 บาท~73,300 บาท/เดือน~879,000 บาท~22 ล้านบาท

เห็นเลขแล้วอย่าเพิ่งท้อ เพราะตารางนี้มีสมมติฐานอนุรักษนิยมซ่อนอยู่ข้อหนึ่ง: มันคิดเหมือนคุณต้องหาเงินก้อนนี้เองทั้งหมด ทั้งที่ความจริงคนทำงานส่วนใหญ่มีแหล่งรายได้เกษียณอื่นสะสมอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว — ซึ่งพาไปหัวข้อถัดไป

อย่าลืมหักสิ่งที่มีอยู่แล้ว: ประกันสังคม กบข. PVD RMF

เลขในตารางคือ "ความต้องการรวม" ก่อนจะตกใจ ให้เอารายได้เกษียณที่มีอยู่แล้วมาหักออกก่อน

  • บำนาญชราภาพประกันสังคม (ม.33/ม.39) — พนักงานประจำที่ส่งเงินสมทบครบ 15 ปีขึ้นไปมีสิทธิรับบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต คนที่ส่งจากฐานเงินเดือนเพดานเดิม 15,000 บาท (ทยอยขึ้นเป็น 17,500 ตั้งแต่ปี 2569) ต่อเนื่องยาว ๆ จะได้ราว 4,500–7,500 บาทต่อเดือน แล้วแต่จำนวนปีที่ส่ง ฟังดูน้อย แต่บำนาญ 6,000 บาท/เดือนเทียบเท่ากองเงินตาม Rule of 25 ถึงราว 1.8 ล้านบาท — นี่คือเงินที่คุณ "มีแล้ว" โดยไม่ต้องออมเพิ่ม
  • กบข. — ข้าราชการที่เป็นสมาชิกได้ทั้งเงินสะสมของตัวเอง เงินสมทบ และเงินชดเชยจากรัฐ บวกบำเหน็จบำนาญตามสิทธิ กลุ่มนี้มักต้องออมเองเพิ่มน้อยกว่าคนกลุ่มอื่นชัดเจน
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) — ถ้าบริษัทมีให้ นี่คือของขวัญที่คนจำนวนมากทิ้งไว้บนโต๊ะ เงินที่นายจ้างสมทบคือผลตอบแทนทันที 100% ของเงินส่วนที่สมทบให้ ก่อนคิดผลตอบแทนการลงทุนใด ๆ กติกาง่ายที่สุดในบทความนี้: ใส่ PVD ให้เต็มเพดานที่นายจ้างสมทบเสมอ
  • RMF — กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่ซื้อเองได้ทุกคน ได้ลดหย่อนภาษีระหว่างทาง แลกกับเงื่อนไขถือถึงอายุ 55 และลงทุนต่อเนื่อง เหมาะเป็นเครื่องมือหลักของฟรีแลนซ์และคนที่บริษัทไม่มี PVD
วิธีหักลบให้เห็นเลขจริง สมมติเป้ารวมคือ 13.2 ล้าน มีบำนาญประกันสังคมคาดการณ์ 6,000 บาท/เดือน (เทียบเท่ากอง ~1.8 ล้าน) และคาด PVD ณ อายุ 60 ราว 3 ล้าน — เหลือที่ต้องสร้างเองจริง ๆ ประมาณ 8.4 ล้าน ตัวเลขที่ "ต้องออมเอง" มักเล็กกว่าที่กลัวเสมอ เช็กยอดประกันสังคมสะสมได้ในแอปทางการของสำนักงานประกันสังคม ส่วน PVD ดูจากใบแจ้งยอดรายปี

เริ่มที่ 25 / 35 / 45 ต้องออมเดือนละเท่าไหร่

ตารางนี้ใช้โจทย์เดียวกัน: คนใช้จ่ายวันนี้เดือนละ 30,000 บาท ต้องการเกษียณอายุ 60 ตามสมมติฐานชุดเดิม (เงินเฟ้อ 3% ผลตอบแทนลงทุนเฉลี่ย 6% ต่อปี) จุดที่น่าสนใจคือคนเริ่มเร็วต้องเจอเงินเฟ้อนานกว่า เป้าเลยใหญ่กว่า — แต่เงินที่ต้องออมต่อเดือนกลับน้อยกว่ามาก เพราะดอกเบี้ยทบต้นทำงานแทนเกือบหมด

เริ่มออมตอนอายุเวลาที่มีเป้า ณ อายุ 60ต้องออม/เดือนโดยประมาณ
25 ปี35 ปี~17.7 ล้านบาท~12,500 บาท
35 ปี25 ปี~13.2 ล้านบาท~19,000 บาท
45 ปี15 ปี~9.8 ล้านบาท~34,000 บาท

ภาพเทียบยอดออมต่อเดือนตามอายุที่เริ่ม (เป้าเกษียณเดียวกัน) — ยิ่งเริ่มช้า ยอดต่อเดือนยิ่งพุ่ง เพราะดอกเบี้ยทบต้นมีเวลาทำงานน้อยลง

อ่านตารางนี้แล้วข้อสรุปเขียนตัวเองได้เลย: ทุกสิบปีที่รอ ยอดออมต่อเดือนเกือบเท่าตัว และสำหรับคนเริ่มที่ 45 ยังมีปัญหาซ้อนอีกชั้น — เวลาลงทุนสั้นลง ความสามารถรับความผันผวนก็ต่ำลง สมมติฐานผลตอบแทน 6% เริ่มเสี่ยงเกินไป ถ้าลดเหลือ 4–5% ยอดออมต่อเดือนจะทะลุ 38,000–40,000 บาท ซึ่งสำหรับหลายคนคือเป็นไปไม่ได้ ทางออกจริงของกลุ่มเริ่มช้ามักไม่ใช่การลงทุนเสี่ยงขึ้น แต่คือการผสมสามอย่าง: ลดมาตรฐานรายจ่ายหลังเกษียณ ทำงานต่อถึง 63–65 และเร่งใช้เครื่องมือลดหย่อนภาษีอย่าง RMF ให้เต็มสิทธิเพื่อให้เงินคืนภาษีมาช่วยออมอีกแรง

ถ้าอยากเห็นเลขของตัวเองแบบขยับได้ ลองใส่ยอดออมของคุณในเครื่องวางแผน DCA ซึ่งแสดงผลลัพธ์ทั้งสมมติฐานระมัดระวังและเติบโตพร้อมกัน หรือเล่นกับเครื่องคำนวณดอกเบี้ยทบต้นถ้ามีเงินก้อนตั้งต้นอยู่แล้ว

เริ่ม RMF ก้อนแรกพร้อมสิทธิลดหย่อนปีนี้

เปิดบัญชีกองทุนออนไลน์ได้ใน 1 วันทำการ ตั้งหักบัญชีอัตโนมัติรายเดือน เลือกได้ตั้งแต่กองตราสารหนี้ถึงกองหุ้นทั่วโลก — ยิ่งเริ่มปีนี้ สิทธิลดหย่อนก็เริ่มนับปีนี้

เปิดบัญชีกองทุน RMF
ย้ำ 3 ประเด็นก่อนตัดสินใจ
1

เริ่มจากรายจ่าย ไม่ใช่รายได้ — ใช้ราว 70% ของรายจ่ายปัจจุบัน (80–100% ถ้าประหยัดอยู่แล้ว…

2

Rule of 25: รายจ่ายต่อปี × 25 = กองเงินเป้าหมาย แต่ในบริบทไทยควรถือเป็น "พื้น" ไม่ใช่ "เ…

3

หักรายได้เกษียณที่มีอยู่แล้ว: บำนาญประกันสังคม กบข. PVD และ RMF — เลขที่ "ต้องออมเอง" มั…

15 นาทีต่อจากนี้ ทำอะไรได้บ้าง

ทั้งบทความสรุปเป็นกระดาษแผ่นเดียวได้ห้าบรรทัด: หนึ่ง จดรายจ่ายต่อเดือนปัจจุบันแบบตรงไปตรงมา สอง คูณ 0.7 (หรือ 0.8–1.0 ถ้าเข้าเงื่อนไขที่เล่าไว้) สาม ปรับเงินเฟ้อ 3% ตามจำนวนปีที่เหลือถึงเกษียณ สี่ คูณ 12 แล้วคูณ 25 ได้เป้ารวม ห้า หักบำนาญประกันสังคม กบข. และ PVD ที่คาดว่าจะมี — เหลือเท่าไหร่ นั่นคือ "เลขของคุณ" ที่แท้จริง

ความเห็นส่งท้ายจากโต๊ะบรรณาธิการ: เลขที่คำนวณวันนี้จะผิดแน่นอน — เงินเฟ้อจริงไม่เท่า 3% เป๊ะ ผลตอบแทนจริงไม่เท่า 6% เรียบ ชีวิตจริงมีเรื่องให้แผนเบี้ยวตลอด แต่คนที่มีเลขผิด ๆ แล้วทบทวนทุกปี ชนะคนที่ไม่มีเลขอะไรเลยแบบขาดลอย เพราะเขารู้ว่ากำลังวิ่งเข้าหาหรือวิ่งหนีเป้า และก่อนจะเริ่มออมเพื่อเกษียณจริงจัง อย่าลืมปูพื้นสองเรื่องนี้ก่อน: เงินสำรองฉุกเฉินต้องมี และถ้ายังใหม่กับกองทุนรวม เริ่มที่คู่มือกองทุนรวมมือใหม่จะเดินเร็วขึ้นมาก

วางแผนเกษียณอ่านจบแล้ว ลองใช้เครื่องมือคำนวณของเราต่อ หรือดูบทความแนะนำในแถบข้าง

คำถามที่พบบ่อย

เกษียณต้องมีเงินเท่าไหร่ คำนวณ "เลขของตัวเอง" อย่างไร
ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะคนใช้จ่ายต่างกันย่อมต้องการเงินก้อนต่างกัน วิธีหาเลขของตัวเองคือ เริ่มจากรายจ่ายต่อเดือนปัจจุบัน คูณราว 70% (เป็นค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ) ปรับเงินเฟ้อ 3% ต่อปีจนถึงวันเกษียณ แล้วคูณ 12 และคูณ 25 เพื่อได้กองเงินเป้าหมายรวม จากนั้นหักรายได้เกษียณที่มีอยู่แล้วออก ตามตัวอย่างในบทความ คนใช้เดือนละ 30,000 บาทวันนี้ อายุ 35 เกษียณ 60 จะได้เป้ารวม (ก่อนหัก) ราว 13.2 ล้านบาท (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 เป็นการประมาณเพื่อการศึกษา)
ทำไมต้องเริ่มคำนวณเงินเกษียณจากรายจ่าย ไม่ใช่รายได้ และสูตร 70% คืออะไร
เพราะเป้าหมายเกษียณคือมีเงินพอ "ใช้จ่าย" ไม่ใช่มีเท่ารายได้เดิม นักวางแผนการเงินจึงมักใช้ราว 70% ของรายจ่ายปัจจุบันเป็นค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ เนื่องจากรายจ่ายบางก้อนหายไปเมื่อเลิกทำงาน เช่น ค่าเดินทางไปออฟฟิศ ค่ากินข้าวนอกบ้านวันทำงาน และเงินที่เคยกันไว้ออมเพื่อเกษียณ อย่างไรก็ตาม 70% ไม่ใช่กฎเหล็ก หากไม่มีประกันสุขภาพหรือสวัสดิการรองรับหลังเกษียณควรขยับเป็น 80% และคนที่ประหยัดอยู่แล้วแทบไม่มีอะไรให้ตัดควรใช้ 90–100%
กฎ 4% กับ Rule of 25 คืออะไร และใช้กับคนไทยได้เลยไหม
กฎ 4% มาจากงานวิจัยในสหรัฐฯ (William Bengen และ Trinity Study) ที่พบว่าถ้าถอนเงินปีแรก 4% ของพอร์ตแล้วปรับตามเงินเฟ้อทุกปี พอร์ตหุ้นผสมตราสารหนี้มีโอกาสสูงที่จะอยู่รอดครบ 30 ปี เมื่อพลิกกลับด้านจะได้ Rule of 25 คือเอารายจ่ายต่อปีคูณ 25 ได้ขนาดกองเงินเป้าหมาย แต่บทความเตือนว่าเมื่อยกมาใช้กับไทยควรระวัง เพราะพอร์ตคนไทยส่วนใหญ่เน้นเงินฝากและตราสารหนี้ที่ผลตอบแทนต่ำกว่า จึงควรลดอัตราถอนเหลือราว 3–3.5% (ตัวคูณขยับเป็น 28–33 เท่า) และถือ Rule of 25 เป็น "พื้น" ไม่ใช่ "เพดาน"
เริ่มออมเพื่อเกษียณช้าต่างจากเริ่มเร็วมากแค่ไหน
ต่างกันมาก เพราะดอกเบี้ยทบต้นทำงานแทนเมื่อมีเวลานาน ตามตัวอย่างในบทความ (คนใช้จ่ายเดือนละ 30,000 บาท เกษียณอายุ 60 สมมติผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปี) ผู้ที่เริ่มออมตอนอายุ 25 ต้องออมราว 12,500 บาทต่อเดือน เริ่มตอน 35 ต้องออมราว 19,000 บาท และเริ่มตอน 45 ต้องออมราว 34,000 บาทต่อเดือน สรุปสั้น ๆ คือทุก 10 ปีที่รอ ยอดออมต่อเดือนเกือบเท่าตัว จึงยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ (ตัวเลขเป็นการประมาณเพื่อการศึกษา ณ กรกฎาคม 2569)
บำนาญประกันสังคม กบข. และ PVD ต้องเอามาคิดในแผนเกษียณด้วยไหม
ต้องนำมาหักออกจากเป้าหมายรวม เพราะเป็นรายได้เกษียณที่หลายคนสะสมอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว ทำให้ตัวเลขที่ "ต้องออมเอง" มักเล็กกว่าที่กลัว ผู้ประกันตน ม.33/ม.39 ที่ส่งเงินสมทบครบ 15 ปี (180 เดือน) ขึ้นไป มีสิทธิรับบำนาญชราภาพรายเดือนตลอดชีวิต โดยจำนวนเงินขึ้นกับจำนวนปีที่ส่งและฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณ ทั้งนี้ปี 2569 เพดานค่าจ้างที่ใช้คิดเงินสมทบ ม.33 อยู่ที่ 17,500 บาท (สมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน) ผู้ที่ส่งจากฐานเพดานต่อเนื่องยาว ๆ มักได้บำนาญหลักหลายพันบาทต่อเดือนแล้วแต่จำนวนปีที่ส่ง ส่วนข้าราชการมี กบข. และพนักงานบริษัทควรใส่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ให้เต็มเพดานที่นายจ้างสมทบ เพราะเงินสมทบนายจ้างคือผลตอบแทนทันที ทั้งนี้ควรตรวจสอบยอดจริงกับสำนักงานประกันสังคมและใบแจ้งยอด PVD ของตนเอง