การเปิดเผยข้อมูล: บทความนี้อาจมีลิงก์พันธมิตรไปยังสถาบันการเงิน หากคุณสมัครผลิตภัณฑ์ผ่านลิงก์ เราอาจได้รับค่าแนะนำโดยคุณไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ความเห็นในบทความเป็นของกองบรรณาธิการ ไม่ได้ถูกกำหนดโดยพันธมิตร

เงินเดือน 25,000 บาทเป็นตัวเลขที่คนจำนวนมากในกรุงเทพฯ ได้รับจริงในช่วงต้นถึงกลางของอาชีพ และเป็นตัวเลขที่ฟังดู "อยู่ได้แต่ไม่เหลือ" พอดี ๆ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงินน้อยเกินไปเสมอไป แต่อยู่ที่ว่าไม่มีใครเคยนั่งแบ่งมันออกเป็นบาทให้เห็นจริง ๆ ว่าเก็บได้เท่าไหร่โดยไม่ต้องกินมาม่าทุกมื้อ

บทความนี้จะไม่ขายฝันว่าเก็บครึ่งหนึ่งได้ทุกคน แต่จะวางตัวเลขจริงให้ดูว่าเก็บ 3,000–4,000 บาทต่อเดือนทำได้อย่างไร เริ่มลงทุนจากหลักพันตรงไหน และทำไมหลังผ่านจุดหนึ่งไปแล้ว การหาเงินเพิ่มจะให้ผลมากกว่าการรัดเข็มขัดต่อ

ความจริงของเงิน 25,000 ในกรุงเทพฯ

ก่อนแบ่งงบ ต้องยอมรับสองความจริงก่อน อย่างแรกคือค่าเช่าคือตัวกินเงินที่ใหญ่ที่สุดและเป็นตัวที่ปรับได้ยากที่สุดหลังเซ็นสัญญาไปแล้ว ห้องสตูดิโอในทำเลพอเดินทางได้ในกรุงเทพฯ ปี 2569 อยู่ในช่วงราว 5,500–8,500 บาท ยังไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ ถ้าคุณจ่ายค่าเช่าเกิน 30% ของเงินเดือน (คือเกินราว 7,500) แผนเก็บเงินจะเหนื่อยตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

ความจริงข้อสองคือ "เงินเก็บ" ต้องถูกกันออกก่อน ไม่ใช่เก็บจากส่วนที่เหลือปลายเดือน เพราะปลายเดือนมักไม่เหลือ วิธีที่ได้ผลจริงคือตั้งโอนอัตโนมัติวันเงินเดือนออก ให้เงินก้อนที่จะเก็บหายไปจากบัญชีใช้จ่ายก่อนที่มือจะถึง ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบค่าเช่าและค่าครองชีพในทำเลของคุณอีกครั้ง เพราะแต่ละเขตต่างกันได้หลายพัน

รายจ่ายจำเป็น ไม่เท่ากับเงินเดือน คนมักคิดงบจากเงินเดือนเต็ม 25,000 แต่ตัวเลขที่ควรยึดคือ "รายจ่ายที่ขาดไม่ได้จริง" ซึ่งมักอยู่ราว 16,000–18,000 ส่วนต่างระหว่างสองตัวเลขนี้คือพื้นที่ที่เงินเก็บและเงินลงทุนจะไปนั่งอยู่ ถ้าไม่เคยแยกสองก้อนนี้ออกจากกัน จะรู้สึกว่า "ไม่มีเงินเหลือ" ทั้งที่จริง ๆ มี

งบเดือนต่อเดือน แบ่งจริงเป็นบาท

ตารางข้างล่างคือตัวอย่างการแบ่งเงิน 25,000 สำหรับคนเช่าห้องอยู่คนเดียวในกรุงเทพฯ ปรับได้ตามชีวิตจริง แต่โครงหลักคือ กันเงินเก็บก่อน แล้วค่อยให้ที่เหลือไปหารกับรายจ่าย ไม่ใช่ตรงกันข้าม

หมวดจำนวน (บาท)สัดส่วนหมายเหตุ
ค่าเช่า + น้ำไฟเน็ต7,50030%พยายามไม่ให้เกินนี้ ถ้าเกินให้หารูมเมต
ค่ากิน6,00024%ราว 200 บาท/วัน ทำกินเองบางมื้อช่วยได้เยอะ
ค่าเดินทาง2,0008%รถไฟฟ้า/มอเตอร์ไซค์/รถเมล์รวมกัน
มือถือ + ของใช้ + เบ็ดเตล็ด2,50010%สบู่ยาสระผม ตัดผม ค่ายา
เงินเก็บ (กันก่อน)4,00016%ตั้งโอนอัตโนมัติวันเงินเดือนออก
สังสรรค์ + ความสุขส่วนตัว2,0008%ต้องมี ไม่งั้นแผนพังเพราะอึดอัด
เผื่อฉุกเฉินรายเดือน1,0004%ของพังกะทันหัน เพื่อนแต่งงาน

สังเกตว่าเงินเก็บ 4,000 อยู่ในแถวไฮไลต์เพราะมันคือแถวที่ห้ามยืดหยุ่นเป็นอันดับแรก ถ้าเดือนไหนรายจ่ายบวม ให้ไปตัดหมวดสังสรรค์หรือเบ็ดเตล็ดก่อน อย่าเพิ่งแตะเงินเก็บ เพราะเมื่อยอมแตะครั้งแรก ครั้งต่อไปจะง่ายขึ้นเรื่อย ๆ จนแผนละลาย

ถ้าคุณค่าเช่าถูกกว่านี้เพราะอยู่กับครอบครัวหรือมีรูมเมต ตัวเลขเงินเก็บควรดันขึ้นเป็น 6,000–7,000 ทันที ไม่ใช่เอาส่วนต่างไปเพิ่มค่ากินค่าเที่ยว นี่คือช่วงชีวิตที่ต้นทุนต่ำที่สุด และเป็นโอกาสที่หายไปเมื่ออายุมากขึ้นและภาระเพิ่ม

ระวังหนี้ที่ดูเล็กแต่กัดกร่อน ผ่อนมือถือ 0% ผ่อนของผ่านบัตร และบริการจ่ายทีหลัง (BNPL) หลายก้อนพร้อมกัน ทำให้เงินเดือนถูกจองล่วงหน้าไปเรื่อย ๆ จนไม่เหลือช่องเก็บเงิน ถ้าตอนนี้มีภาระผ่อนพวกนี้รวมกันเกิน 3,000–4,000 ต่อเดือน เป้าหมายแรกควรเป็นการเคลียร์มันให้จบก่อน แล้วค่อยเริ่มลงทุน

เก็บกองฉุกเฉิน 3 เดือนก่อนอย่างอื่น

ก่อนคิดเรื่องลงทุนแม้แต่บาทเดียว เงินเก็บก้อนแรกทั้งหมดต้องไปที่กองฉุกเฉิน เป้าหมายคือ 3 เดือนของรายจ่ายจำเป็น สำหรับคนรายจ่ายราว 17,000 ก็คือประมาณ 51,000 บาท ถ้าเก็บเดือนละ 4,000 จะใช้เวลาราว 13 เดือน และถ้าเอาโบนัสปลายปีใส่เข้าไปทั้งก้อนสักครั้ง จะย่นเหลือราวปีเดียว

เหตุผลที่ต้องมาก่อนไม่ใช่เรื่องความระวังอย่างเดียว แต่เป็นคณิตศาสตร์ ถ้าไม่มีกันชนแล้วเกิดเรื่องด่วน คุณจะไปจบที่การกดเงินสดจากบัตรดอกเบี้ย 16–25% ต่อปี ซึ่งกลืนผลตอบแทนการลงทุนที่หวังไว้ 6–8% หมดในพริบตา รายละเอียดว่าควรเก็บกี่เดือนและเก็บไว้ที่ไหนไม่ให้เงินเฉา อ่านต่อได้ที่คู่มือเงินสำรองฉุกเฉิน

ระหว่างสะสมกองนี้ ไม่ต้องรอให้ครบเป๊ะค่อยเริ่มลงทุน พอกองแตะราว 2 เดือน คุณสามารถแบ่งเงินเก็บส่วนน้อยไปเริ่มลงทุนคู่ขนานได้ เพื่อให้มือชินกับความผันผวนตั้งแต่เงินยังน้อย ซึ่งพาเราไปหัวข้อถัดไป

ลงทุนก้อนแรกหลักพัน — เริ่มเล็กแต่เริ่มเลย

ความเข้าใจผิดที่ทำให้คนเงินเดือน 25,000 ไม่เคยเริ่มลงทุนสักที คือคิดว่าต้องมีเงินก้อนใหญ่ก่อน ความจริงคือกองทุนรวมดัชนีหรือแพลตฟอร์มลงทุนหลายเจ้าเริ่มได้ที่หลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อเดือน สิ่งที่มีค่ากว่าจำนวนเงินในช่วงแรกคือการได้เริ่มนับเวลา เพราะดอกเบี้ยทบต้นทำงานกับ "เวลา" มากกว่า "ก้อน"

วิธีที่เหมาะกับคนเงินเดือนประจำที่สุดคือ DCA หรือการลงทุนเท่ากันทุกเดือนแบบอัตโนมัติ เช่น เริ่มที่ 1,500–2,000 บาทต่อเดือนในกองทุนดัชนีตลาดกว้าง จุดแข็งของมันไม่ใช่คณิตศาสตร์ แต่คือการตัดอารมณ์ออกจากการตัดสินใจ เดือนที่ตลาดร่วง ระบบซื้อให้โดยไม่ถามความกลัวของคุณ ลองเล่นตัวเลขก่อนได้ที่เครื่องวางแผน DCA รายเดือน ว่าเงินหลักพันต่อเดือนไปได้ไกลแค่ไหนใน 10–20 ปี

ลำดับที่ถูกต้องของเงินหลักพันก้อนแรก เคลียร์หนี้ดอกแพงก่อน แล้วสร้างกองฉุกเฉินให้ถึง 2 เดือน จากนั้นเริ่ม DCA หลักพัน พร้อมเติมกองฉุกเฉินต่อจนครบ 3 เดือน แล้วค่อยเพิ่มเงินลงทุนขึ้น การทำตามลำดับนี้ทำให้เงินแต่ละบาททำงานถูกที่ ไม่ใช่ลงทุนทั้งที่ยังมีหนี้บัตรค้างอยู่

อย่ากังวลว่าเริ่มด้วยเงินน้อยแล้วจะไม่ทันใคร ประเด็นของช่วงนี้คือการสร้างนิสัยและระบบ ไม่ใช่ผลตอบแทน เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคต คุณแค่เพิ่มยอด DCA ตามไป โดยที่ระบบและวินัยพร้อมอยู่แล้ว

ถึงจุดหนึ่ง เพิ่มรายได้สำคัญกว่าประหยัด

นี่คือส่วนที่บทความการเงินส่วนใหญ่ไม่กล้าพูดตรง ๆ การประหยัดมีเพดาน คุณตัดค่ากินได้แค่ถึงจุดที่สุขภาพเริ่มแย่ ตัดค่าเดินทางได้แค่ถึงจุดที่เสียเวลาชีวิตไปกับรถเมล์สามต่อ เมื่อรัดเข็มขัดจนสุดแล้ว เงินเก็บ 4,000 ก็คือ 4,000 ไม่ขยับ แต่รายได้ไม่มีเพดานแบบนั้น

ลองคิดเป็นตัวเลข ถ้าคุณประหยัดเพิ่มได้อีก 1,000 ต่อเดือนโดยยอมลำบากพอสมควร นั่นคือ 12,000 ต่อปี แต่ถ้าคุณใช้เวลาว่างพัฒนาทักษะจนขอขึ้นเงินเดือนหรือย้ายงานได้เพิ่ม 5,000 ต่อเดือน นั่นคือ 60,000 ต่อปี และมันทบต่อไปทุกปีข้างหน้า แรงเท่ากันแต่ผลต่างกันห้าเท่า

ไม่ได้แปลว่าให้เลิกประหยัด วินัยการใช้เงินยังเป็นฐานที่ขาดไม่ได้ แต่หลังจากคุณตั้งงบและตัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยออกแล้ว พลังงานที่เหลือควรทุ่มไปที่การเพิ่มมูลค่าตัวเอง งานเสริม ทักษะใหม่ หรือการเจรจาขึ้นเงินเดือน มากกว่าการนั่งบีบทุกบาทให้แบนลงอีก

ทางเลือกผลต่อเงินเก็บ/ปีความยั่งยืน
ประหยัดค่ากินเพิ่ม 1,000/เดือน+12,000จำกัด มีเพดาน กระทบคุณภาพชีวิต
งานเสริม/ฟรีแลนซ์ 3,000/เดือน+36,000ปานกลาง แลกด้วยเวลา แต่ต่อยอดทักษะได้
ขึ้นเงินเดือน/ย้ายงาน +5,000/เดือน+60,000สูงสุด ทบไปทุกปีข้างหน้าอัตโนมัติ

ล้านแรกในราว 7 ปี เป็นไปได้จริง

มาดูภาพใหญ่ ถ้าคุณเก็บและลงทุนรวมกันได้เดือนละราว 8,000 บาท (เงินเก็บ 4,000 บวกกับส่วนที่มาจากรายได้เสริมและเงินเดือนที่โตขึ้นตามปี) ที่ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 6–7% ต่อปี เงินล้านแรกจะมาถึงในราว 7 ปี ตัวเลขนี้ไม่ได้อาศัยโชคหรือหุ้นเด็ด แต่อาศัยการทำสม่ำเสมอและการเพิ่มยอดออมตามรายได้ที่โต

จุดที่คนพลาดคือคิดว่าล้านแรกต้องมาจากก้อนโตตั้งแต่ต้น แต่จริง ๆ แล้วช่วงต้นเงินโตช้ามากเพราะก้อนยังเล็ก มันจะเริ่มเร่งเมื่อดอกเบี้ยทบต้นเริ่มออกแรง ซึ่งมักเป็นช่วงปีที่ 4–5 เป็นต้นไป แผนเดือนต่อเดือนพร้อมตารางจำลอง 10 ปีแบบละเอียด เราแยกไว้ในบทความล้านแรกไม่ได้มาจากโชค ฉบับเงินเดือน 25,000

เริ่มเก็บกองฉุกเฉินก้อนแรกวันนี้

เทียบบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงที่เปิดออนไลน์ได้ใน 10 นาที ไม่มีขั้นต่ำ ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี เหมาะเป็นบ้านของเงินเก็บ 4,000 แรกในแต่ละเดือน

ดูบัญชีออมทรัพย์ดอกสูง

สรุปให้จบในบรรทัดเดียว เงินเดือน 25,000 ไม่ใช่ตัวเลขที่เก็บเงินไม่ได้ มันคือตัวเลขที่ต้องแบ่งให้เป็นและกันเงินเก็บก่อนใช้ กองฉุกเฉินก่อน ลงทุนหลักพันตามหลัง แล้วทุ่มพลังงานที่เหลือไปเพิ่มรายได้ ทำสามอย่างนี้ต่อเนื่อง ล้านแรกไม่ใช่คำถามว่าจะได้ไหม แต่เป็นคำถามว่าปีไหน