สรุปใน 30 วินาที
  • ล้านแรกของคนเงินเดือน 25,000 เป็นโปรเจกต์ราว 8–9 ปีที่มีขั้นตอนชัดเจน ไม่ต้องพึ่งโชค
  • เก็บเดือนละ 8,000 ที่ผลตอบแทน 5–6% ถึงล้านแรกราวกลางปีที่ 9 — ขยับเป็น 10,000 ร่นเวลาลงเกือบ 2 ปี
  • ช่วงต้นวินัยสำคัญกว่าผลตอบแทน (ปีแรกเงินออม 98 ต่อผลตอบแทน 2); เงินเกิน 5 แสนค่อยเกลาพอร์ต
  • หลังรีดรายจ่ายจนตัน การเพิ่มรายได้และย้ายงานสำคัญกว่าการประหยัด
แหล่งอ้างอิง เกณฑ์ เพดานตามกฎหมาย และเงื่อนไขในบทความนี้ อ้างอิงกรอบจากประกาศของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) · สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) · กรมสรรพากร — ตัวเลขและเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบฉบับล่าสุดจากเว็บไซต์หน่วยงานและผู้ให้บริการโดยตรง (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569)
การเปิดเผยข้อมูล: บทความนี้อาจมีลิงก์พันธมิตรไปยังสถาบันการเงิน หากคุณสมัครผลิตภัณฑ์ผ่านลิงก์ เราอาจได้รับค่าแนะนำโดยคุณไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ความเห็นในบทความเป็นของกองบรรณาธิการ ไม่ได้ถูกกำหนดโดยพันธมิตร

เงินเดือน 25,000 บาท กับเป้าหมายหนึ่งล้าน ฟังดูเหมือนคนละโลกกัน แต่ถ้าลองกางตัวเลขออกมาดูจริง ๆ มันคือโปรเจกต์ 8–9 ปีที่มีขั้นตอนชัดเจน ไม่ต้องถูกหวย ไม่ต้องเจอหุ้นสิบเด้ง และไม่ต้องกินมาม่าทุกมื้อด้วย

สิ่งที่บทความนี้จะไม่ทำคือบอกว่า "แค่งดกาแฟแก้วละ 60 วันละแก้ว คุณก็มีล้าน" เพราะเลขแบบนั้นมันจริงครึ่งเดียว — งดกาแฟได้เดือนละ 1,800 บาท ต้องงด 46 ปีถึงจะครบล้านถ้าเงินไม่โต ล้านแรกของคนเงินเดือน 25,000 ต้องมาจากโครงสร้าง ไม่ใช่จากการอดของจุกจิก

ปีแรก: ปีที่เหนื่อยที่สุด และสำคัญที่สุด

ลองดูงบของคนเงินเดือน 25,000 ที่เช่าห้องอยู่คนเดียวในเมืองก่อน แบบไม่ต้องโลกสวย:

  • ค่าเช่าห้อง + น้ำไฟ: 6,500–7,500 บาท
  • ค่ากิน (ข้าวแกงจานละ 60–70 แล้วตอนนี้): 6,000–7,000 บาท
  • เดินทาง + มือถือ + เน็ต: 2,500–3,000 บาท
  • ผ่อนมือถือ/ของใช้ + สังสรรค์ + จิปาถะ: 3,000–4,000 บาท

รวมแล้วราว 18,000–21,000 บาท แปลว่าเดือนปกติจะเหลือให้เก็บ 4,000–7,000 บาท ถ้าตั้งเป้าเก็บเดือนละ 8,000 ตั้งแต่เดือนแรก ส่วนใหญ่จะพังภายในสามเดือน เพราะชีวิตจริงมีค่าซ่อมมอเตอร์ไซค์ มีงานแต่งเพื่อน มีเดือนที่แอร์เสีย

แผนที่รอดจริงคือไต่ระดับ: ครึ่งปีแรกเก็บเดือนละ 5,000 ให้ระบบอยู่ตัวก่อน ครึ่งปีหลังขยับเป็น 6,500 พอปีสองที่เงินเดือนขึ้น (สมมติขึ้นปีละ 4–5% ซึ่งเป็นค่ากลาง ๆ ของบริษัทเอกชนไทย) ค่อยดันไป 8,000 แล้วตรึงไว้ — เงินเดือนที่ขึ้นทุกปีหลังจากนั้น ครึ่งหนึ่งเข้าเงินเก็บ อีกครึ่งให้ชีวิตดีขึ้นได้ ไม่ผิด

ปีแรกแบบนี้จะจบที่ประมาณ 69,000 บาท บวกโบนัส (ถ้ามีสัก 1 เดือน) เข้าไปอีก 25,000 ก็เกือบแสน ตัวเลขไม่หวือหวา แต่สิ่งที่ได้มามีค่ากว่าเงิน คือระบบที่เดินเองได้โดยไม่ต้องใช้กำลังใจ

เคล็ดที่ใช้ได้ผลจริง: ย้ายเงินวันเงินเดือนออก ตั้งโอนอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนไปบัญชีเก็บเงิน ทุกวันที่ 1 หรือวันถัดจากเงินเดือนออก ก่อนที่เราจะทันได้เห็นเงินก้อนนั้น คนที่ "เหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บ" กับคนที่ "เก็บก่อนแล้วใช้ที่เหลือ" ต่างกันปีละหลายหมื่นบาท ทั้งที่เงินเดือนเท่ากัน

ช่วงแรกวินัยชนะผลตอบแทนขาดลอย

คำถามยอดฮิตของคนเพิ่งเริ่มคือ "ลงทุนอะไรดีให้เงินโตเร็ว ๆ" ซึ่งเป็นคำถามที่ถูกจังหวะผิดเวลา ลองดูเลขนี้:

ปีแรกที่คุณเก็บเดือนละ 8,000 ในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน 5% ต่อปี สิ้นปีคุณจะมีประมาณ 98,200 บาท — ในนั้นเป็นเงินที่คุณใส่เอง 96,000 บาท เป็นดอกผลแค่ 2,200 บาท คิดเป็นสัดส่วน เงินออม 98 : ผลตอบแทน 2

แปลว่าถ้าปีแรกคุณเสียเวลาไปหกเดือนกับการนั่งเลือกกองทุนว่าตัวไหนดีกว่ากัน 0.5% แล้วยังไม่เริ่มเก็บสักบาท คุณแพ้คนที่เก็บไปแล้วหกเดือนแบบไม่เห็นฝุ่น ต่อให้เขาเอาเงินฝากออมทรัพย์เฉย ๆ ก็ตาม

แต่เกมจะค่อย ๆ พลิก พอเข้าปีที่ 7–8 เงินต้นสะสมของคุณจะอยู่ราว 7–8 แสน ตอนนั้นผลตอบแทน 5–6% ต่อปีหมายถึงเงินงอกปีละ 40,000–50,000 บาท เท่ากับเงินออมของคุณเองถึง 5–6 เดือน — เงินเริ่มทำงานหนักพอ ๆ กับเรา และตอนนั้นแหละที่ส่วนต่างผลตอบแทน 1% เริ่มมีความหมายเป็นหมื่น

สรุปเป็นกติกาง่าย ๆ: เงินไม่ถึงห้าแสน เอาเวลาไปเพิ่มยอดออม เงินเกินห้าแสน ค่อยเอาเวลาไปเกลาพอร์ต

ตารางจำลอง 10 ปี — ล้านแรกอยู่ปีไหน

ตารางนี้จำลองเงินปลายปีของสามเส้นทาง: เก็บเดือนละ 8,000 ที่ผลตอบแทน 5% ต่อปี, เก็บ 8,000 ที่ 6% และเก็บ 10,000 ที่ 6% (กรณีที่รายได้โตขึ้นหรือมีรายได้เสริม) ทบต้นรายเดือน ปัดเศษเป็นหลักพัน:

สิ้นปีที่8,000/เดือน @5%8,000/เดือน @6%10,000/เดือน @6%
198,00099,000123,000
2201,000203,000254,000
3310,000315,000393,000
4424,000433,000541,000
5544,000558,000698,000
6670,000691,000864,000
7803,000833,0001,041,000
8942,000983,0001,228,000
91,088,0001,142,0001,427,000
101,242,0001,311,0001,639,000

ภาพเทียบเงินสะสมสิ้นปีที่ 9 ของสามเส้นทาง — การเพิ่มยอดออมแรงกว่าการไล่หาผลตอบแทนเพิ่ม

อ่านตารางแล้วจะเห็นสามเรื่อง เรื่องแรก — ล้านแรกของคนเก็บเดือนละ 8,000 มาถึงราวกลางปีที่ 9 ไม่ว่าผลตอบแทนจะ 5% หรือ 6% ก็ต่างกันแค่ไม่กี่เดือน เรื่องที่สอง — การขยับยอดออมจาก 8,000 เป็น 10,000 (เพิ่มแค่ 2,000 บาท) ร่นเวลาถึงล้านลงได้เกือบ 2 ปีเต็ม ซึ่งแรงกว่าการไล่หาผลตอบแทนเพิ่ม 1% หลายเท่า

เรื่องที่สาม ดูช่องปีที่ 9 ของเส้น 5%: เงิน 1,088,000 บาทนั้น เป็นเงินที่ใส่เองไป 864,000 บาท เป็นดอกผลสะสม 224,000 บาท — ประมาณ 79 ต่อ 21 ล้านแรกจึงเป็นผลงานของวินัยราวสี่ส่วน ผลตอบแทนหนึ่งส่วน ส่วนล้านที่สองต่างหากที่ผลตอบแทนจะเริ่มออกแรงนำ

อยากลองเลขของตัวเอง ปรับยอดออมหรือปีดูได้ที่เครื่องคำนวณดอกเบี้ยทบต้น หรือถ้าวางแผนแบบลงทุนรายเดือน ใช้เครื่องวางแผน DCA ที่แสดง 3 สมมติฐานพร้อมกัน

ตัวเลขในตารางเป็นเส้นเรียบ ชีวิตจริงเป็นเส้นหยัก ผลตอบแทน 5–6% ต่อปีคือค่าเฉลี่ยของพอร์ตผสม (กองทุนตราสารหนี้ + กองทุนหุ้นบางส่วน) ปีจริงอาจ -8% หรือ +15% ก็ได้ อย่าตกใจถอนตอนปีแดง และอย่าเผลอคิดว่าตัวเองเก่งตอนปีเขียว — ตารางนี้มีไว้บอกทิศ ไม่ได้มีไว้การันตี

หลังจุดหนึ่ง การเพิ่มรายได้สำคัญกว่าการประหยัด

การลดรายจ่ายมีเพดาน คุณลดค่ากินได้ถึงจุดหนึ่งก่อนที่คุณภาพชีวิตจะพัง ค่าเช่าก็ลดได้แค่ย้ายไปไกลขึ้นแล้วไปเสียเป็นค่าเดินทางกับเวลาแทน คนเงินเดือน 25,000 ที่รีดงบสุดชีวิตแล้ว มักไปตันอยู่แถวเก็บเดือนละ 8,000–9,000 นั่นแหละ

แต่รายได้ไม่มีเพดานแบบนั้น และทุกบาทของรายได้ใหม่คือเงินเก็บเกือบเต็มเม็ด เพราะรายจ่ายพื้นฐานถูกจ่ายไปแล้ว — รับงานเสริมเสาร์อาทิตย์ได้เดือนละ 3,000 ก็คือยอดออมกระโดดจาก 8,000 เป็น 11,000 หรือ +37% ทันที ในขณะที่การรีดรายจ่ายให้ได้เท่ากันแทบเป็นไปไม่ได้แล้ว

ที่เห็นผลแรงสุดในระยะ 3–5 ปีคือการย้ายงาน ตลาดแรงงานไทยขึ้นเงินเดือนคนอยู่เดิมปีละ 4–5% แต่คนย้ายงานมักได้ 15–25% การย้ายงานหนึ่งครั้งจาก 25,000 ไป 30,000 เท่ากับเพิ่มเงินเก็บได้เดือนละ 4,000–5,000 บาทโดยไม่ต้องเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตเลย ดังนั้นถ้าอยู่ที่เดิมมา 3 ปีแล้วเงินเดือนขยับแบบเต่าคลาน การอัปเดตเรซูเม่อาจเป็น "การตัดสินใจทางการเงิน" ที่คุ้มที่สุดของปีนั้น

ข้อควรระวังเดียวคือ lifestyle inflation — รายได้ขึ้นแล้วรายจ่ายขึ้นตามจนเก็บได้เท่าเดิม กติกาครึ่งต่อครึ่งที่พูดไว้ตอนต้นช่วยได้: รายได้ที่เพิ่ม ครึ่งหนึ่งเข้าเงินเก็บอัตโนมัติก่อนเสมอ

ย้ำ 3 ประเด็นก่อนตัดสินใจ
1

ล้านแรกของคนเงินเดือน 25,000 เป็นโปรเจกต์ราว 8–9 ปีที่มีขั้นตอนชัดเจน ไม่ต้องพึ่งโชค

2

เก็บเดือนละ 8,000 ที่ผลตอบแทน 5–6% ถึงล้านแรกราวกลางปีที่ 9 — ขยับเป็น 10,000 ร่นเวลาลงเ…

3

ช่วงต้นวินัยสำคัญกว่าผลตอบแทน (ปีแรกเงินออม 98 ต่อผลตอบแทน 2); เงินเกิน 5 แสนค่อยเกลาพอร์ต

เริ่มเดือนนี้เลย ทำอะไรก่อน-หลัง

  1. เดือนนี้ — เปิดบัญชีเงินเก็บแยกจากบัญชีเงินเดือน ตั้งโอนอัตโนมัติวันเงินเดือนออก เริ่มที่ยอดที่มั่นใจว่าไหวแน่ ๆ แม้จะแค่ 4,000–5,000
  2. เดือนที่ 1–6 — เติมเงินสำรองฉุกเฉินให้ได้ 3 เดือนของรายจ่ายก่อน (อ่านวิธีคิดที่บทความเงินสำรองฉุกเฉิน) เงินก้อนนี้คือกันชนที่ทำให้แผนล้านแรกไม่ล้มตอนโดนค่าใช้จ่ายไม่คาดฝัน
  3. เดือนที่ 7 เป็นต้นไป — เงินออมส่วนที่เกินจากกองฉุกเฉิน เริ่มทยอยเข้ากองทุนรวมแบบ DCA รายเดือน มือใหม่เริ่มจากคู่มือกองทุนรวมฉบับเริ่มต้น ได้เลย
  4. ทุกสิ้นปี — เช็กสามอย่าง: ยอดออมขยับตามเงินเดือนหรือยัง งบรายจ่ายรั่วตรงไหน และถึงเวลาอัปเดตเรซูเม่หรือยัง
ระหว่างสะสมกองฉุกเฉิน อย่าให้เงินนอนฟรี

บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงบางแห่งให้ถึง 1.5–2% ต่อปี ต่างจากออมทรัพย์ธรรมดาเกือบสิบเท่า เปิดออนไลน์ได้ ไม่มีขั้นต่ำ

ดูบัญชีออมทรัพย์ดอกสูง

ล้านแรกไม่ใช่เรื่องของคนโชคดีหรือคนเงินเดือนหกหลัก มันเป็นเรื่องของคนที่ตั้งระบบไว้เมื่อ 8–9 ปีก่อน แล้วปล่อยให้ระบบทำงานแทนกำลังใจ — เดือนนี้ของอีกเก้าปีข้างหน้า เริ่มนับจากโอนอัตโนมัติครั้งแรกของคุณ

วางแผนเก็บเงินอ่านจบแล้ว ลองใช้เครื่องมือคำนวณของเราต่อ หรือดูบทความแนะนำในแถบข้าง

คำถามที่พบบ่อย

เงินเดือน 25,000 บาท เก็บเงินล้านแรกใช้เวลากี่ปี?
ตามตารางจำลองในบทความ ถ้าเก็บเดือนละ 8,000 บาทที่ผลตอบแทนเฉลี่ย 5–6% ต่อปี เงินสะสมจะแตะหนึ่งล้านราวกลางปีที่ 9 ไม่ว่าผลตอบแทนจะ 5% หรือ 6% ก็ต่างกันเพียงไม่กี่เดือน โดยรวมจึงเป็นโปรเจกต์ประมาณ 8–9 ปีที่มีขั้นตอนชัดเจน ไม่ต้องพึ่งโชค ทั้งนี้เป็นตัวเลขจำลองบนสมมติฐานคงที่ ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทน
อยากถึงล้านเร็วขึ้น ควรเพิ่มยอดออมหรือไล่หาผลตอบแทนที่สูงกว่า?
บทความชี้ว่าการเพิ่มยอดออมมีพลังมากกว่าการไล่หาผลตอบแทนเพิ่ม การขยับเงินเก็บจากเดือนละ 8,000 เป็น 10,000 บาท (เพิ่มแค่ 2,000) ร่นเวลาถึงล้านลงได้เกือบ 2 ปีเต็ม ซึ่งแรงกว่าการเพิ่มผลตอบแทนอีก 1% หลายเท่า กติกาที่บทความสรุปคือ เงินยังไม่ถึงห้าแสนให้เอาเวลาไปเพิ่มยอดออม พอเงินเกินห้าแสนค่อยเอาเวลาไปเกลาพอร์ต
ช่วงเริ่มต้นเก็บเงิน วินัยหรือผลตอบแทนสำคัญกว่ากัน?
ในช่วงต้นวินัยสำคัญกว่าผลตอบแทนอย่างชัดเจน ปีแรกที่เก็บเดือนละ 8,000 บาทที่ผลตอบแทน 5% สิ้นปีจะมีราว 98,000 บาท โดยเป็นเงินที่ใส่เอง 96,000 บาทและเป็นดอกผลเพียงราว 2,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนเงินออม 98 ต่อผลตอบแทน 2 เกมจะค่อยพลิกเมื่อเงินต้นสะสมมากขึ้นในปีที่ 7–8 ช่วงนั้นผลตอบแทนจึงเริ่มออกแรงนำ
รีดรายจ่ายจนเก็บได้เท่าเดิมแล้ว จะเพิ่มเงินเก็บได้อีกอย่างไร?
บทความระบุว่าการลดรายจ่ายมีเพดาน คนเงินเดือน 25,000 ที่รีดงบสุดชีวิตมักตันอยู่ราวเก็บเดือนละ 8,000–9,000 บาท แต่รายได้ไม่มีเพดานแบบนั้น เพราะรายจ่ายพื้นฐานจ่ายไปแล้ว ทุกบาทของรายได้ใหม่จึงเป็นเงินเก็บเกือบเต็มเม็ด สิ่งที่เห็นผลแรงสุดในระยะ 3–5 ปีคือการย้ายงาน เพราะตลาดแรงงานไทยขึ้นเงินเดือนคนอยู่เดิมปีละ 4–5% ขณะที่คนย้ายงานมักได้ 15–25%
เริ่มเก็บเงินล้านเดือนนี้ ควรทำอะไรก่อน-หลังตามลำดับ?
บทความแนะนำให้เดือนนี้เปิดบัญชีเงินเก็บแยกจากบัญชีเงินเดือน แล้วตั้งโอนอัตโนมัติในวันเงินเดือนออก เริ่มที่ยอดที่มั่นใจว่าไหวแม้จะแค่ 4,000–5,000 บาท ช่วงเดือนที่ 1–6 ให้เติมเงินสำรองฉุกเฉินให้ได้ประมาณ 3 เดือนของรายจ่ายก่อน จากนั้นตั้งแต่เดือนที่ 7 จึงทยอยนำเงินส่วนเกินเข้ากองทุนรวมแบบ DCA รายเดือน และทุกสิ้นปีให้เช็กว่ายอดออมขยับตามเงินเดือนหรือยัง