สรุปใน 30 วินาที
  • ขึ้นฐาน 10% ครั้งเดียวทบต้นทั้งอาชีพ เพราะโบนัส เงินสมทบ และการขึ้นปีถัด ๆ ไปคิดจากฐานใหม่ทั้งหมด
  • เข้าเจรจาด้วยผลงานเป็นตัวเลข (รายได้ที่สร้าง/ต้นทุนที่ลด) บวกเรตตลาด ไม่ใช่ความรู้สึกว่า "ทำงานหนัก"
  • เลือกจังหวะให้ถูก เสนอตัวเลขชัดแล้วเงียบ ถ้าถูกปฏิเสธให้เปลี่ยนเป็นแผนมีเส้นตาย
  • เปลี่ยนงานมักกระโดดฐาน 15–30% และต้องออมส่วนที่เพิ่มก่อนไลฟ์สไตล์โต
แหล่งอ้างอิง เกณฑ์ เพดานตามกฎหมาย และเงื่อนไขในบทความนี้ อ้างอิงกรอบจากประกาศของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) · กรมสรรพากร · สำนักงาน ก.ล.ต. — ตัวเลขและเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบฉบับล่าสุดจากเว็บไซต์หน่วยงานและผู้ให้บริการโดยตรง (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569)
การเปิดเผยข้อมูล: บทความนี้อาจมีลิงก์พันธมิตรไปยังสถาบันการเงิน หากคุณสมัครผลิตภัณฑ์ผ่านลิงก์ เราอาจได้รับค่าแนะนำโดยคุณไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ความเห็นในบทความเป็นของกองบรรณาธิการ ไม่ได้ถูกกำหนดโดยพันธมิตร

คนไทยส่วนใหญ่ทุ่มเวลาหาคอร์สลงทุน อ่านบทวิเคราะห์หุ้น เฝ้ากราฟทั้งคืน เพื่อไล่ตามผลตอบแทนที่ต่างกันไม่กี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่กลับปล่อยการเจรจาขอขึ้นเงินเดือน — สิ่งที่ให้ผลตอบแทนก้อนใหญ่กว่ามาก — ผ่านไปแบบ "รอให้เจ้านายนึกได้เอง" ทั้งที่มันคือทักษะการเงินที่คุ้มค่าที่สุดชิ้นหนึ่งในชีวิต

บทความนี้ไม่ได้สอนให้คุณกร่างใส่เจ้านาย แต่สอนให้คุณเข้าห้องคุยแบบมีข้อมูล มีจังหวะ และมีแผนสำรอง เพราะการขอขึ้นเงินเดือนที่ดีคือการทำดีลทางธุรกิจ ไม่ใช่การขอความเห็นใจ

ทำไม 10% ครั้งเดียว ทบต้นทั้งอาชีพ

ลองคิดเลขง่าย ๆ สมมติเงินเดือนคุณ 40,000 บาท การขึ้นเงินเดือนประจำปีปกติอยู่ราว 3–5% ซึ่งคำนวณจาก "ฐาน" เดิม ถ้าปีนี้คุณเจรจาให้ฐานขยับขึ้น 10% เป็น 44,000 บาท ทุกการขึ้นเงินเดือนในปีถัด ๆ ไป โบนัสที่คิดเป็นจำนวนเท่าของเงินเดือน และเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะคำนวณจากฐานใหม่ที่สูงกว่าทั้งหมด

ส่วนต่าง 4,000 บาทต่อเดือนดูเหมือนเล็ก แต่ตลอด 10 ปีข้างหน้า เมื่อรวมผลของการที่ฐานสูงขึ้นทำให้ทุกอย่างข้างบนสูงตาม มันมักกลายเป็นเงินหลักล้าน นี่คือเหตุผลที่นักวางแผนการเงินหลายคนพูดว่า "การเจรจาเงินเดือนครั้งเดียวที่สำเร็จ อาจมีมูลค่ามากกว่าพอร์ตลงทุนหลายปีรวมกัน" — และมันทบต้นในทิศทางเดียวกับดอกเบี้ยทบต้นที่เราชอบพูดถึง ลองเล่นตัวเลขผลของฐานที่ต่างกันได้ที่เครื่องคำนวณดอกเบี้ยทบต้น

เตรียมข้อมูล: ผลงานเป็นตัวเลข + เรตตลาด

คำที่ทำให้การเจรจาล้มเหลวเร็วที่สุดคือ "ผมทำงานหนักมากครับ" เพราะทุกคนก็คิดว่าตัวเองทำงานหนัก สิ่งที่ผู้บริหารตัดสินใจด้วยคือ คุณสร้างมูลค่าให้บริษัทเท่าไหร่ งานของคุณคือแปลงผลงานให้เป็นตัวเลขที่จับต้องได้

  • รายได้ที่สร้างหรือรักษาไว้ — ปิดดีลเพิ่มกี่บาท ดูแลลูกค้ารายใหญ่มูลค่าเท่าไหร่ไม่ให้หลุดมือ
  • ต้นทุนที่ลด — วางระบบใหม่ที่ประหยัดเวลาทีมกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ลดของเสีย ลดค่าใช้จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์
  • ขอบเขตงานที่โตขึ้น — รับผิดชอบเพิ่มจากตอนเข้ามาเท่าไหร่ ดูแลคนเพิ่มกี่คน คุมโปรเจกต์ใหญ่ขึ้นแค่ไหน

ขาที่สองที่ขาดไม่ได้คือ เรตตลาด คุณต้องรู้ว่าตำแหน่งและประสบการณ์แบบคุณ ตลาดจ้างกันอยู่ที่เท่าไหร่ หาข้อมูลจากรายงานเงินเดือนของบริษัทจัดหางาน (เช่นที่ Michael Page, Adecco, JobsDB เผยแพร่รายปี) ประกาศรับสมัครงานตำแหน่งเดียวกัน และการพูดคุยกับคนในสายงาน เมื่อคุณเดินเข้าไปพร้อมประโยคว่า "ตำแหน่งนี้ในตลาดตอนนี้อยู่ที่ราว X บาท และผมสร้างผลงานเหล่านี้" คุณกำลังเสนอข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความรู้สึก

ทำแฟ้มผลงานตลอดปี ไม่ใช่ก่อนคุยสองวัน เปิดไฟล์โน้ตหนึ่งอัน ทุกครั้งที่ปิดงานสำเร็จ ได้คำชมจากลูกค้า หรือแก้ปัญหาใหญ่ ให้จดวันที่และตัวเลขไว้ทันที พอถึงเวลาเจรจา คุณจะมีหลักฐานเป็นปีแทนที่จะต้องมานั่งนึกย้อนว่าปีนี้ทำอะไรไปบ้าง — ซึ่งคนส่วนใหญ่นึกไม่ออก

จังหวะที่ใช่ และจังหวะที่ห้ามเข้า

เนื้อหาดีแค่ไหน ถ้าจังหวะผิดก็พัง จังหวะที่เข้าคุยได้เปรียบที่สุดคือหลังเพิ่งส่งมอบผลงานชิ้นใหญ่ที่ทุกคนเห็นคุณค่า, ช่วงรอบประเมินประจำปีที่งบขึ้นเงินเดือนกำลังถูกจัดสรร, หรือตอนที่บริษัทเพิ่งได้ดีลใหญ่/ผลประกอบการดี ในทางกลับกัน จังหวะที่ควรหลีกเลี่ยงคือช่วงบริษัทเพิ่งปลดคน ไตรมาสที่ยอดตก สัปดาห์ที่เจ้านายกำลังเครียดกับวิกฤตอื่น หรือวันศุกร์บ่ายที่ทุกคนหมดพลัง

จังหวะควรเข้าเจรจา?เหตุผล
หลังส่งโปรเจกต์ใหญ่สำเร็จใช่ อย่างยิ่งคุณค่ายังสด ทุกคนเห็นผลงานชัด
ก่อนรอบประเมินประจำปี 1–2 เดือนใช่งบยังไม่ถูกล็อก มีที่ให้ต่อรอง
ตอนได้รับมอบหมายงานเพิ่มมากใช่ขอบเขตโต ค่าตอบแทนควรโตตาม
ช่วงบริษัทลดคน/ผลประกอบการแย่ไม่โอกาสสำเร็จต่ำ และดูอ่านสถานการณ์ไม่ออก
เพิ่งเข้างานไม่ถึง 6 เดือนไม่ (ยกเว้นตกลงกันไว้)ยังไม่มีผลงานให้อ้างอิงพอ

ข้อมูลตัวเลขและช่วงเวลารอบประเมินข้างต้นเป็นภาพทั่วไปของตลาดไทย ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้งกับนโยบายบริษัทของคุณเอง

สคริปต์คุยจริง และการรับมือคำปฏิเสธ

อย่าเดินเข้าไปแบบขอโทษขอโพย และอย่าขู่ลาออกถ้ายังไม่พร้อมไปจริง โครงบทสนทนาที่ได้ผลมักเป็นแบบนี้:

เปิด: "ผมอยากขอเวลาคุยเรื่องบทบาทและค่าตอบแทนสักครู่ครับ ปีที่ผ่านมาผมรับผิดชอบ [งาน A, B, C] และผลลัพธ์คือ [ตัวเลข]"
เสนอ: "จากผลงานเหล่านี้ บวกกับเรตตลาดของตำแหน่งนี้ที่อยู่ราว [X] ผมอยากขอทบทวนเงินเดือนขึ้นเป็น [ตัวเลขที่ชัดเจน]"
เงียบ: เสนอตัวเลขแล้วหยุดพูด ปล่อยให้อีกฝ่ายตอบ ความเงียบคือเครื่องมือต่อรองที่ทรงพลังที่สุดและถูกใช้น้อยที่สุด

ถ้าถูกปฏิเสธ อย่าหมดกำลังใจ ให้เปลี่ยนเป็นคำถามหาทางไปต่อ: "เข้าใจครับว่าตอนนี้อาจติดข้อจำกัด ถ้าอย่างนั้นผมต้องทำอะไรให้เห็นผลบ้าง ถึงจะพิจารณาปรับได้ในอีก 3–6 เดือน และเรานัดคุยกันอีกครั้งได้ไหมครับ" — คุณเปลี่ยน "ไม่" ให้กลายเป็นแผนงานที่มีเส้นตาย ถ้าค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงินขยับไม่ได้จริง ลองต่อรองสิ่งอื่นที่มีมูลค่า เช่น วันลาเพิ่ม สิทธิ์ทำงานยืดหยุ่น งบพัฒนาตัวเอง หรือตำแหน่งที่ชัดเจนขึ้นเพื่อปูทางรอบหน้า

ขั้นทำอะไรทำไมได้ผล
1 เปิด — สรุปงานที่รับผิดชอบปีที่ผ่านมา พร้อมผลลัพธ์เป็นตัวเลข เสนอข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความรู้สึกว่า "ทำงานหนัก"
2 เสนอ — อ้างเรตตลาดของตำแหน่ง แล้วระบุตัวเลขเงินเดือนที่ต้องการอย่างชัดเจน ตัวเลขชัดเจนต่อรองได้ ตัวเลขคลุมเครือถูกปัดตกง่าย
3 เงียบ — เสนอแล้วหยุดพูด ปล่อยให้อีกฝ่ายตอบ ความเงียบคือเครื่องมือต่อรองที่ทรงพลังที่สุดและถูกใช้น้อยที่สุด
4 ถ้าถูกปฏิเสธ — ถามว่าต้องทำอะไรให้เห็นผล ถึงจะปรับได้ใน 3–6 เดือน แล้วนัดคุยอีกครั้ง เปลี่ยน "ไม่" ให้กลายเป็นแผนงานที่มีเส้นตาย
5 ถ้าตัวเงินขยับไม่ได้ — ต่อรองวันลาเพิ่ม สิทธิ์ทำงานยืดหยุ่น งบพัฒนาตัวเอง หรือตำแหน่งที่ชัดขึ้น เก็บมูลค่ารูปแบบอื่น และปูทางการเจรจารอบหน้า

โครงบทสนทนาเจรจาขอขึ้นเงินเดือน 5 ขั้น ตามที่อธิบายในบทความ

อย่าใช้ออฟเฟอร์ที่อื่นเป็นตัวประกันถ้าคุณไม่พร้อมไป เอาใบเสนอเงินเดือนจากที่อื่นมากดดันได้ผลก็จริง แต่ถ้าบริษัทเรียกไพ่ว่า "งั้นก็ตามสบายนะ" แล้วคุณไม่อยากไปจริง คุณจะเสียเครดิตและอยู่ต่ออย่างกระอักกระอ่วน ใช้ไพ่ใบนี้ต่อเมื่อคุณพร้อมเดินออกจริงเท่านั้น

เปลี่ยนงานเพิ่มฐาน — เมื่อในบ้านตัน

ความจริงที่หลายบริษัทไม่อยากให้พนักงานรู้คือ การขึ้นเงินเดือนภายในมักถูกจำกัดด้วยเพดานงบไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่การย้ายไปบริษัทใหม่ตลาดจ่ายเพื่อ "ซื้อตัว" ซึ่งการกระโดดฐาน 15–30% ในการเปลี่ยนงานหนึ่งครั้งเป็นเรื่องที่พบได้จริงในหลายสายงาน

นี่ไม่ได้แปลว่าให้เปลี่ยนงานทุกปี — การย้ายบ่อยเกินไปก็ทำให้เรซูเม่ดูไม่มั่นคง และคุณอาจเสียโอกาสสร้างผลงานลึก ๆ ที่ต้องใช้เวลา แต่ถ้าคุณเจรจาในบ้านเต็มที่แล้วฐานยังถูกกดต่ำกว่าตลาดชัดเจน 2–3 ปีติด การมองหาที่ใหม่คือทางเลือกที่มีเหตุผลทางการเงิน อย่างน้อยการไปสัมภาษณ์เพื่อรู้ราคาตลาดของตัวเองก็ไม่เสียหาย และมักทำให้การเจรจารอบหน้าในบ้านมีน้ำหนักขึ้น

ย้ำ 3 ประเด็นก่อนตัดสินใจ
1

ขึ้นฐาน 10% ครั้งเดียวทบต้นทั้งอาชีพ เพราะโบนัส เงินสมทบ และการขึ้นปีถัด ๆ ไปคิดจากฐานให…

2

เข้าเจรจาด้วยผลงานเป็นตัวเลข (รายได้ที่สร้าง/ต้นทุนที่ลด) บวกเรตตลาด ไม่ใช่ความรู้สึกว่า…

3

เลือกจังหวะให้ถูก เสนอตัวเลขชัดแล้วเงียบ ถ้าถูกปฏิเสธให้เปลี่ยนเป็นแผนมีเส้นตาย

เอาส่วนที่เพิ่มไปออมก่อนไลฟ์สไตล์โต

นี่คือส่วนที่คนพลาดกันมากที่สุด และเป็นเหตุผลที่คนเงินเดือนขึ้นทุกปีแต่เงินเก็บไม่โตขึ้นเลย พอเงินเดือนเพิ่ม 4,000 บาท สมองมักรีบหาที่ใช้ให้หมดทันที — อัปเกรดมือถือ ผ่อนรถคันใหญ่ขึ้น กินหรูขึ้น จนสุดท้ายรายจ่ายวิ่งตามรายได้แบบไม่ทิ้งระยะ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า เงินเฟ้อไลฟ์สไตล์ (lifestyle inflation) และมันคือศัตรูเงียบที่กินผลของการขึ้นเงินเดือนจนหมด

วิธีแก้ที่ได้ผลคือ ตัดสินใจล่วงหน้าก่อนเงินเข้าบัญชี ตั้งกฎกับตัวเองว่าทุกครั้งที่ฐานเงินเดือนเพิ่ม จะโยกอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของส่วนที่เพิ่มเข้าเงินออม/การลงทุนแบบอัตโนมัติทันที แล้วปล่อยให้อีกครึ่งไว้ยกระดับชีวิตได้ตามสบาย เพราะคุณยังไม่เคยชินกับเงินก้อนนี้ การไม่เห็นมันในบัญชีใช้จ่ายจึงไม่รู้สึกเหมือนเสียอะไรไป

ตั้งระบบออมอัตโนมัติรับส่วนต่างที่เพิ่งเจรจามาได้

เปิดบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงหรือตั้งโอนเงินอัตโนมัติทุกต้นเดือน ให้ส่วนที่เพิ่มถูกกันไว้ก่อนที่ไลฟ์สไตล์จะโต เปิดออนไลน์ได้ ไม่มีขั้นต่ำ

ดูบัญชีออมทรัพย์ดอกสูง

ถ้าอยากเห็นภาพว่าส่วนต่างเดือนละไม่กี่พันบาทที่ทยอยลงทุนไปเรื่อย ๆ จะโตเป็นเท่าไหร่ในสิบยี่สิบปี ลองใส่ตัวเลขที่เครื่องวางแผน DCA แล้วต่อยอดไปที่แผนจัดการเงินสำหรับเงินเดือนตั้งต้น สรุปคือ ทักษะการเจรจาสร้างเงินก้อนใหญ่ให้คุณ ส่วนวินัยการออมคือสิ่งที่ทำให้เงินก้อนนั้นอยู่กับคุณจริง ๆ — ต้องมีทั้งคู่ ขาดข้างใดข้างหนึ่งก็ไม่พอ

พื้นฐาน · เพิ่มรายได้อ่านจบแล้ว ลองใช้เครื่องมือคำนวณของเราต่อ หรือดูบทความแนะนำในแถบข้าง