- IRR ที่แท้จริงของประกันสะสมทรัพย์ส่วนใหญ่อยู่ราว 1.5–3% ต่อปี ไม่ใช่ตัวเลข % เงินคืนรวมในโบรชัวร์
- ข้อดีจริงคือการันตีเงินต้น บังคับวินัยออม ลดหย่อนภาษี (สูงสุด 100,000) และมีคุ้มครองชีวิตพ่วง
- ข้อเสียคือผลตอบแทนต่ำแพ้กองหุ้นระยะยาว (6–8%) สภาพคล่องต่ำ และเวนคืนก่อนกำหนดขาดทุน
- คนอายุน้อยรับความผันผวนได้ ควรใช้ Term ราคาถูก + ลงทุนเองในกองต้นทุนต่ำ แทนทุ่มทุนที่ 2–3%
ประกันสะสมทรัพย์เป็นสินค้าที่คนไทยรู้จักดีที่สุดในหมวดประกันชีวิต และก็เป็นตัวที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดพร้อมกัน คำขายมาตรฐานคือ "ออมเงินไปด้วย ได้ความคุ้มครองไปด้วย ครบสัญญาได้เงินคืนก้อนโต" ฟังดูเหมือนดีลที่ไม่มีทางเสีย แต่พอกางตัวเลขผลตอบแทนที่แท้จริงออกมาวางข้างฝากประจำและกองทุน ภาพจะต่างจากโบรชัวร์พอสมควร บทความนี้จะคำนวณให้เห็นว่าเงินของคุณโตด้วยอัตราเท่าไหร่จริง ๆ แล้วค่อยตัดสินว่ามันคุ้มกับสิ่งที่คุณต้องแลกไปไหม
ประกันสะสมทรัพย์ทำงานยังไง
โครงสร้างพื้นฐานตรงไปตรงมา: คุณจ่ายเบี้ยเท่ากันทุกปีเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น จ่าย 10 ปี คุ้มครอง 15 ปี ระหว่างทางอาจมีเงินคืนเป็นเปอร์เซ็นต์ของทุนประกันทุกปีหรือทุกสองสามปี และเมื่อครบสัญญาได้เงินก้อนสุดท้ายคืนมา ถ้าเสียชีวิตระหว่างสัญญาผู้รับผลประโยชน์ได้ทุนประกันตามกรมธรรม์
จุดที่ต้องเข้าใจคือ เงินคืนทั้งหมดที่คุณได้ ไม่ใช่ "กำไร" ที่งอกจากศูนย์ มันคือเบี้ยของคุณเองที่บริษัทเก็บไปบริหารแล้วทยอยคืนพร้อมดอกผลเล็กน้อย ตัวเลขในโบรชัวร์ที่เขียนว่า "รับเงินคืนรวมตลอดสัญญา 115% ของทุนประกัน" ฟังดูเหมือนกำไร 15% แต่นั่นคือผลรวมตลอด 15 ปี ไม่ใช่ต่อปี และยังไม่ได้หักมูลค่าของเงินตามเวลา วิธีเดียวที่จะรู้ว่ามันคุ้มไหมคือคำนวณอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง หรือ IRR
IRR จริงคือเท่าไหร่ — ตัวเลขที่โบรชัวร์ไม่บอก
IRR (Internal Rate of Return) คืออัตราผลตอบแทนที่แท้จริงต่อปีเมื่อคิดกระแสเงินเข้าออกทั้งหมดตามเวลาที่เกิดขึ้นจริง มันคือตัวเลขเดียวที่เทียบข้ามผลิตภัณฑ์ได้อย่างยุติธรรม จากการสำรวจแบบประกันสะสมทรัพย์ในตลาด ณ กรกฎาคม 2569 IRR ของแบบสะสมทรัพย์ส่วนใหญ่อยู่ราว 1.5–3% ต่อปี โดยแบบที่คุ้มครองสั้นและเน้นเงินคืนมักได้ต่ำกว่าแบบระยะยาว
ทำไมถึงต่ำขนาดนี้ทั้งที่ตัวเลขในเล่มดูใหญ่ คำตอบคือส่วนหนึ่งของเบี้ยถูกกันไปซื้อความคุ้มครองชีวิตและจ่ายค่าดำเนินการ ไม่ได้ไปงอกทั้งก้อน และบริษัทประกันเองก็นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรเป็นหลักเพื่อรองรับการการันตี ผลตอบแทนที่ตกถึงคุณจึงใกล้เคียงดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวหักค่าใช้จ่าย ตารางด้านล่างเปรียบเทียบ IRR โดยประมาณของแบบสะสมทรัพย์ทั่วไป
| ลักษณะแบบประกัน | เงินคืนรวม (โบรชัวร์) | IRR ที่แท้จริง | เทียบเท่าอะไร |
|---|---|---|---|
| สะสมทรัพย์เน้นเงินคืนถี่ | ~110–120% | 1.5–2.2% | ใกล้ออมทรัพย์ดอกสูง |
| สะสมทรัพย์ระยะกลาง 10–15 ปี | ~120–140% | 2.0–3.0% | ใกล้ฝากประจำ 24–36 เดือน |
| สะสมทรัพย์ระยะยาวลดหย่อนภาษี | ~130–160% | 2.5–3.5%* | *รวมสิทธิลดหย่อนแล้ว |
ดาวหมายเหตุแถวล่างสำคัญ: ตัวเลข IRR ของแบบลดหย่อนภาษีจะดูดีขึ้นก็ต่อเมื่อรวมมูลค่าสิทธิลดหย่อนเข้าไปด้วย ซึ่งขึ้นกับฐานภาษีของคุณ ถ้าคุณอยู่ฐานภาษี 20–30% สิทธิลดหย่อนช่วยดัน IRR ขึ้นได้จริง แต่ถ้าฐานภาษีต่ำหรือรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี ประโยชน์ส่วนนี้แทบหายไป และ IRR ก็กลับมาอยู่ระดับ 2–3% ตามเดิม ลองกดดูว่าเงินก้อนเดียวกันถ้าลงทุนที่ผลตอบแทนต่างกันจะโตต่างกันแค่ไหนในเครื่องคำนวณดอกเบี้ยทบต้น
ข้อดีจริง — การันตี วินัยออม และลดหย่อนภาษี
ผลตอบแทนต่ำไม่ได้แปลว่าไร้ประโยชน์ ประกันสะสมทรัพย์มีข้อดีที่ของอื่นให้ไม่ครบ และสำหรับคนบางแบบ ข้อดีเหล่านี้มีค่ามากกว่าตัวเลข IRR
- การันตีเงินต้นและเงินคืน — ตัวเลขเงินคืนระบุในกรมธรรม์ตายตัว ไม่ขึ้นลงตามตลาดหุ้น เหมาะกับคนที่รับความผันผวนไม่ได้เลยและต้องการความแน่นอนของเงินก้อนในอนาคต เช่นเก็บเป็นค่าเทอมลูกที่รู้แน่ว่าถึงเวลาต้องมี
- บังคับวินัยการออม — พอมีภาระต้องจ่ายเบี้ยทุกปี คนที่ปกติเก็บเงินไม่อยู่ก็ถูกบังคับให้ออมจริง ๆ นี่คือคุณค่าเชิงพฤติกรรมที่ประเมินเป็นตัวเลขยาก แต่สำหรับหลายคนมันคือเหตุผลเดียวที่มีเงินก้อนตอนครบสัญญา
- สิทธิลดหย่อนภาษี — เบี้ยประกันชีวิตที่มีระยะคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท ช่วยลดภาษีที่ต้องจ่ายในปีนั้น ดูสิทธิลดหย่อนภาพรวมได้ที่ค่าลดหย่อนปี 2569
- มีความคุ้มครองชีวิตติดมา — ระหว่างสัญญาถ้าเสียชีวิตผู้รับผลประโยชน์ได้ทุนประกัน ถือเป็นความคุ้มครองพ่วง แม้ทุนมักไม่สูงพอทำหน้าที่ประกันชีวิตหลักก็ตาม
ข้อเสียที่ต้องรับได้ก่อนเซ็น
ทุกข้อดีข้างบนมีต้นทุนของมัน และนี่คือสามข้อเสียที่ต้องยอมรับให้ได้ก่อนตัดสินใจ
- ผลตอบแทนต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุน — IRR ระดับ 2–3% แพ้เงินเฟ้อระยะยาวได้ในบางปี และห่างไกลจากค่าเฉลี่ยระยะยาวของกองหุ้นที่ราว 6–8% ต่อปี เงินที่ล็อกอยู่ในสะสมทรัพย์ 15 ปีคือค่าเสียโอกาสก้อนใหญ่ถ้าคุณรับความเสี่ยงตลาดได้
- สภาพคล่องต่ำ — เงินถูกล็อกตลอดสัญญา ถ้าจำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉินระหว่างทางจะดึงออกยาก ต่างจากฝากประจำที่ถอนก่อนกำหนดแค่เสียดอกเบี้ย หรือกองทุนที่ขายได้ภายในไม่กี่วัน
- เวนคืนก่อนกำหนดขาดทุน — ถ้ายกเลิกกลางทางโดยเฉพาะปีแรก ๆ มูลค่าเวนคืนมักได้คืนน้อยกว่าเบี้ยที่จ่ายไปแล้ว บางกรณีปีแรกได้คืนแทบเป็นศูนย์ และถ้าถือไม่ครบเงื่อนไขยังเสี่ยงถูกเรียกภาษีที่เคยลดหย่อนไปคืน รายละเอียดกับดักนี้เราลงลึกไว้ในบทความเรื่องการเวนคืนกรมธรรม์
เทียบชนกัน — สะสมทรัพย์ vs ฝากประจำ vs กองทุน
วิธีที่ยุติธรรมที่สุดคือเอาเงินก้อนเท่ากันไปวางในสามทางเลือกแล้วดูว่าแต่ละทางให้อะไรและแลกอะไร ตารางนี้สรุปภาพรวม โดยตัวเลขผลตอบแทนเป็นค่าประมาณ ณ กรกฎาคม 2569
| ปัจจัย | ประกันสะสมทรัพย์ | ฝากประจำ | กองทุน (DCA) |
|---|---|---|---|
| ผลตอบแทนคาดหวัง/ปี | 1.5–3% | 1.5–2.5% | ~5–8% (ผันผวน) |
| การันตีเงินต้น | มี | มี (คุ้มครองเงินฝาก) | ไม่มี |
| สภาพคล่อง | ต่ำ ล็อกยาว | กลาง ถอนได้เสียดอก | สูง ขายได้ไม่กี่วัน |
| ลดหย่อนภาษี | ได้ (สูงสุด 100,000) | ไม่ได้ | เฉพาะ SSF/RMF/ThaiESG |
| ความคุ้มครองชีวิต | มีพ่วง | ไม่มี | ไม่มี |
| บังคับวินัย | สูง | ต่ำ | กลาง (ตั้งอัตโนมัติได้) |
ภาพเทียบผลตอบแทนคาดหวังต่อปี (ค่ากลางของช่วงในตาราง — กองทุนผันผวนสูงกว่า)
อ่านตารางแล้วภาพชัดขึ้น: สะสมทรัพย์ชนะเรื่องการันตีรวมกับลดหย่อนภาษีและความคุ้มครองพ่วง แต่แพ้กองทุนขาดลอยเรื่องผลตอบแทนและสภาพคล่อง ส่วนฝากประจำให้ผลตอบแทนใกล้กันแต่คล่องตัวกว่าและไม่ล็อกยาว เราเทียบสนามเก็บเงินสามแบบนี้ลึกกว่านี้ไว้ในบทความเทียบที่พักเงิน ถ้าอยากเห็นตัวเลขจริงเป็นก้อน ๆ
ขอตาราง IRR และมูลค่าเวนคืนของแต่ละแบบมาวางเทียบกัน แล้วดูว่าแบบไหนให้ผลตอบแทนต่อเบี้ยดีที่สุดสำหรับเป้าหมายของคุณ — เทียบฟรี ไม่ผูกมัด
IRR ที่แท้จริงของประกันสะสมทรัพย์ส่วนใหญ่อยู่ราว 1.5–3% ต่อปี ไม่ใช่ตัวเลข % เงินคืนรวมใ…
ข้อดีจริงคือการันตีเงินต้น บังคับวินัยออม ลดหย่อนภาษี (สูงสุด 100,000) และมีคุ้มครองชีวิ…
ข้อเสียคือผลตอบแทนต่ำแพ้กองหุ้นระยะยาว (6–8%) สภาพคล่องต่ำ และเวนคืนก่อนกำหนดขาดทุน
สรุป ใครควรทำ ใครควรผ่าน
ตัดคำขายออกแล้วดูที่ตัวคุณเอง สะสมทรัพย์เหมาะกับคุณจริงถ้า: คุณรับความผันผวนของตลาดไม่ได้เลย ต้องการเงินก้อนแน่นอนในอนาคตที่กำหนดชัด เก็บเงินเองไม่อยู่และต้องการกลไกบังคับ และอยู่ฐานภาษีสูงพอที่สิทธิลดหย่อนจะช่วยดันผลตอบแทนขึ้นมาคุ้มค่า ถ้าเข้าครบหลายข้อ มันคือเครื่องมือที่ทำหน้าที่ได้ดีในสิ่งที่มันถูกออกแบบมา
แต่ถ้าคุณอายุยังน้อย มีเวลาให้ตลาดทำงานเกิน 10 ปี รับความผันผวนได้ และมีวินัยพอจะตั้งลงทุนอัตโนมัติเอง การทุ่มเงินก้อนใหญ่ไปที่ผลตอบแทน 2–3% คือการเสียโอกาสเติบโตที่แพงมากเมื่อทบต้นยาว ๆ ในกรณีนั้นเราแนะนำให้กันความคุ้มครองด้วยประกันแบบ Termที่เบี้ยถูก แล้วเอาเงินที่เหลือไปลงทุนเองในกองต้นทุนต่ำ คุณจะได้ทั้งความคุ้มครองที่สูงกว่าและเงินปลายทางที่มากกว่าในเกือบทุกสมมติฐานที่สมเหตุสมผล