การเปิดเผยข้อมูล: หน้านี้อาจมีลิงก์พันธมิตรไปยังแพลตฟอร์มเปรียบเทียบประกัน หากคุณซื้อกรมธรรม์ผ่านลิงก์ เราอาจได้รับค่าแนะนำโดยเบี้ยที่คุณจ่ายไม่เพิ่มขึ้น ความเห็นทั้งหมดในบทความเป็นของกองบรรณาธิการ อ่านนโยบายฉบับเต็มได้ที่หน้าการเปิดเผยข้อมูล

ในบรรดาสินค้าการเงินทั้งหมดที่คนไทยซื้อ ประกันชีวิตน่าจะเป็นตัวที่ "ซื้อเพราะความสัมพันธ์" มากที่สุด — ญาติขาย เพื่อนขาย รุ่นพี่ขาย และแบบที่ถูกเสนอมักเป็นตลอดชีพหรือสะสมทรัพย์ ขณะที่แบบชั่วระยะเวลา (Term) ซึ่งให้ความคุ้มครองต่อบาทเบี้ยสูงที่สุด กลับแทบไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงเลย บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น และวิธีคิดที่ทำให้คุณเลือกเองได้โดยไม่ต้องพึ่งคำเชียร์ของใคร

คำถามเดียวที่ต้องตอบก่อนซื้อประกันชีวิต

ประกันชีวิตมีหน้าที่เดียว: ถ้าคุณเสียชีวิตวันนี้ มีใครเดือดร้อนทางการเงินไหม — ถ้าคำตอบคือไม่มี ไม่มีคนพึ่งพารายได้คุณ ไม่มีหนี้ที่จะตกเป็นภาระใคร คุณแทบไม่ต้องการประกันชีวิตเลย เอาเบี้ยไปทำประกันสุขภาพซึ่งคุ้มครองความเสี่ยงที่คุณเจอเองได้ตอนยังมีชีวิต คุ้มค่ากว่ามาก

แต่ถ้าคำตอบคือมี — คู่สมรสที่ผ่อนบ้านด้วยกัน ลูกที่ยังเรียนไม่จบ พ่อแม่ที่รับเงินจากคุณทุกเดือน — ประกันชีวิตคือเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาตอบโจทย์นี้ตรง ๆ และคำถามถัดไปมีสองข้อเท่านั้น: ต้องการทุนประกันเท่าไหร่ และซื้อความคุ้มครองนั้นในราคาถูกที่สุดได้ยังไง สังเกตว่าไม่มีคำถามไหนเลยที่ขึ้นต้นว่า "แล้วจะได้เงินคืนเท่าไหร่" — ความสับสนเกือบทั้งหมดในตลาดประกันชีวิตเกิดจากการเอาคำถามข้อนั้นมาปนกับสองข้อแรก

คำนวณทุนประกันจากภาระหนี้และคนข้างหลัง

ทุนประกันที่ถูกต้องไม่ใช่ตัวเลขกลม ๆ ที่รู้สึกว่าเยอะดี มันคำนวณได้จากของจริงสามก้อน

  1. หนี้ที่ค้างอยู่ทั้งหมด — ยอดหนี้บ้านคงเหลือ หนี้รถ หนี้ส่วนบุคคล ทุกบาทที่ถ้าคุณจากไป คนข้างหลังต้องหาทางจ่ายต่อหรือเสียทรัพย์สินไป (เช็กยอดหนี้บ้านคงเหลือของคุณด้วยเครื่องคำนวณผ่อนบ้านได้)
  2. ค่าใช้จ่ายของคนที่พึ่งพารายได้คุณ — รายจ่ายครอบครัวต่อเดือนส่วนที่มาจากรายได้คุณ คูณด้วยจำนวนปีที่อยากประคองให้ครอบครัวตั้งตัว โดยทั่วไปใช้ 5–10 ปี เช่น เดือนละ 30,000 บาท ประคอง 7 ปี = ประมาณ 2.5 ล้านบาท
  3. ก้อนเป้าหมายเฉพาะ — ค่าเทอมลูกจนจบปริญญา เงินดูแลพ่อแม่ระยะยาว บวกเป็นก้อนแยกตามจริง

รวมสามก้อน แล้วหักทรัพย์สินสภาพคล่องที่มีอยู่ (เงินฝาก กองทุน ประกันกลุ่มจากที่ทำงาน) ที่เหลือคือทุนประกันที่ต้องซื้อ ตัวอย่าง: หนี้บ้านคงเหลือ 2.5 ล้าน + ประคองครอบครัว 2.5 ล้าน + ค่าเรียนลูก 1 ล้าน − สินทรัพย์และประกันกลุ่ม 1 ล้าน = ทุนประกันที่ต้องการราว 5 ล้านบาท

ตัวเลข 5 ล้านนี้แหละคือจุดที่เรื่องเริ่มน่าสนใจ เพราะพอเอาไปถามราคาแต่ละแบบ ช่องว่างของเบี้ยจะกว้างจนหลายคนตกใจ

เทียบเบี้ยต่อทุนประกัน — ตัวเลขที่โบรชัวร์ไม่เรียงให้ดู

สมมติผู้ชายอายุ 35 ปี สุขภาพดี ต้องการทุนประกัน 5 ล้านบาท ตัวเลขด้านล่างเป็นช่วงเบี้ยโดยประมาณจากการสำรวจตลาด ณ กรกฎาคม 2569 — เบี้ยจริงขึ้นกับอายุ เพศ สุขภาพ และบริษัท โปรดขอใบเสนอราคาเพื่อดูตัวเลขของคุณเอง

แบบประกันคุ้มครองถึงเบี้ย/ปี (ทุน 5 ล้าน)เบี้ยต่อทุน 1 ล้านเงินคืน
ชั่วระยะเวลา (Term) 20 ปี อายุ 55 15,000–30,000 3,000–6,000 ไม่มี
ตลอดชีพ (จ่ายเบี้ย 20 ปี) อายุ 90–99 100,000–150,000 20,000–30,000 มีมูลค่าเวนคืน
สะสมทรัพย์ 20 ปี ตามสัญญา 20 ปี 200,000 ขึ้นไป 40,000 ขึ้นไป เงินคืนระหว่างทาง + ครบสัญญา

อ่านคอลัมน์ "เบี้ยต่อทุน 1 ล้าน" ช้า ๆ อีกรอบ: ความคุ้มครองก้อนเดียวกัน Term ถูกกว่าตลอดชีพราว 5–7 เท่า และถูกกว่าสะสมทรัพย์เกิน 10 เท่า ความต่างมหาศาลนี้ไม่ได้แปลว่าใครโกงใคร — มันเกิดจากการที่ตลอดชีพและสะสมทรัพย์เอา "การออม" มามัดรวมกับ "ความคุ้มครอง" เบี้ยส่วนใหญ่ที่คุณจ่ายไม่ได้ซื้อความคุ้มครอง แต่ถูกกันไปสะสมเป็นเงินคืนในอนาคต คำถามที่แท้จริงจึงคือ การฝากเงินออมไว้กับกรมธรรม์ประกันเป็นดีลที่ดีไหม ซึ่งพาเราไปหัวข้อถัดไป

อีกจุดที่ Term ได้เปรียบเชิงโครงสร้าง: ความต้องการทุนประกันของคนส่วนใหญ่ลดลงตามเวลา หนี้บ้านทยอยหมด ลูกโตจนหาเลี้ยงตัวเองได้ เงินลงทุนพอกขึ้นทุกปี พออายุ 60 หลายคนแทบไม่เหลือเหตุผลต้องมีทุนประกันก้อนใหญ่แล้ว การจ่ายเบี้ยแพงเพื่อคุ้มครองถึงอายุ 90 จึงเป็นการซื้อของที่ตอนได้ใช้ คุณอาจไม่ต้องการมันแล้ว — Term 20 ปีที่คลุมช่วงหนี้หนักลูกเล็กพอดี คือการจ่ายให้ตรงช่วงที่ความเสี่ยงมีอยู่จริง

สูตรที่เราใช้: "Buy Term, Invest the Difference" ซื้อ Term ทุน 5 ล้านด้วยเบี้ยราว 20,000 บาท แล้วเอาส่วนต่างจากเบี้ยตลอดชีพ (ราวปีละ 100,000 บาท) ไปลงทุนแบบ DCA ในกองทุนดัชนี — ที่ผลตอบแทนสมมติ 6% ต่อปี 20 ปี ส่วนต่างนี้โตเป็นเงินราว 3.9 ล้านบาท ซึ่งเป็นของคุณเต็ม ๆ ถอนได้ ปรับได้ ส่งต่อได้ ไม่ต้องรอครบสัญญา ลองกดตัวเลขเองในเครื่องคำนวณดอกเบี้ยทบต้น

ประกันสะสมทรัพย์ — ทำไมมันไม่ใช่การลงทุนที่ดี

ประกันสะสมทรัพย์ถูกขายด้วยประโยคคุ้นหู "ได้ทั้งความคุ้มครอง ได้ทั้งเงินออม" ฟังดูเหมือนได้สองอย่าง แต่พอกางตัวเลขจริง มันมักได้ไม่สุดสักอย่าง

  • ผลตอบแทนที่แท้จริง (IRR) ต่ำ — พอถอดเงินคืนระหว่างทางและเงินครบสัญญาออกมาคำนวณเทียบเบี้ยที่จ่าย IRR ของแบบสะสมทรัพย์ในตลาดส่วนใหญ่อยู่ราว 1–3% ต่อปีเท่านั้น ใกล้เงินฝากประจำ แพ้พันธบัตรระยะยาว และห่างไกลจากค่าเฉลี่ยระยะยาวของกองทุนหุ้น ตัวเลข "รับเงินคืนรวม 150% ของทุนประกัน" ที่ดูใหญ่ในโบรชัวร์ พอหารด้วยระยะเวลา 20 ปีแล้วมันเล็กมาก
  • ความคุ้มครองก็ต่ำ — เบี้ยปีละแสนอาจได้ทุนประกันแค่ 5 แสนถึง 1 ล้านบาท ซึ่งเทียบกับภาระหนี้และคนข้างหลังที่คำนวณไว้ข้างต้น มักไม่พอทำหน้าที่ประกันชีวิตด้วยซ้ำ
  • สภาพคล่องแย่ — เวนคืนก่อนกำหนดในช่วงปีแรก ๆ ได้เงินคืนน้อยกว่าเบี้ยที่จ่ายไปแล้วเกือบเสมอ เงินคุณถูกล็อกไว้ 15–25 ปีโดยมีค่าปรับแฝงถ้าชีวิตเปลี่ยนแผน

เพื่อความยุติธรรม สะสมทรัพย์มีข้อดีจริงอยู่สองข้อ: มันการันตีตัวเลขขั้นต่ำ และมันบังคับให้คนที่ไม่มีวินัยออมได้ออมจริง ๆ ถ้าคุณรู้ตัวว่าเงินอยู่ในบัญชีแล้วจะใช้หมด และรับผลตอบแทนระดับเงินฝากได้ มันไม่ใช่สินค้าหลอกลวง — แต่อย่าเรียกมันว่าการลงทุน มันคือการออมภาคบังคับที่จ่ายค่าธรรมเนียมแพงเพื่อแลกกับการมัดมือตัวเอง และสำหรับคนที่ตั้ง DCA อัตโนมัติได้ วินัยแบบเดียวกันหาได้ฟรี

ระวังการซื้อเพราะลดหย่อนภาษีอย่างเดียว เบี้ยประกันชีวิตลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาทก็จริง แต่ส่วนลดภาษีคือส่วนลดตามฐานภาษีของคุณ เช่น ฐาน 20% ได้คืนสองหมื่นจากเบี้ยแสน — ถ้าตัวสินค้าให้ผลตอบแทน 2% ส่วนลดภาษีช่วยดันขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง แต่มักยังแพ้ทางเลือกลดหย่อนอื่นอย่าง RMF/SSF ที่ได้ทั้งสิทธิภาษีและโอกาสเติบโตของตลาด ดูภาพรวมสิทธิทั้งหมดที่ค่าลดหย่อนปี 2569 ก่อนตัดสินใจ

ทำไมตัวแทนไม่ค่อยเชียร์ Term

ไม่ใช่เรื่องลึกลับและไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย — ค่าคอมมิชชั่นของตัวแทนคิดเป็นสัดส่วนของเบี้ย เมื่อ Term ทุน 5 ล้านเบี้ยปีละสองหมื่น ขณะที่ตลอดชีพทุนเท่ากันเบี้ยปีละแสนกว่า สินค้าไหนเลี้ยงอาชีพคนขายได้มากกว่าก็ชัดเจนอยู่แล้ว บวกกับ Term ขายยากกว่าโดยธรรมชาติ เพราะคำว่า "จ่ายทิ้ง ไม่มีเงินคืน" ฟังดูขาดทุนสำหรับคนซื้อ ทั้งที่มันคือธรรมชาติเดียวกับประกันรถและประกันอัคคีภัยที่เราจ่ายกันทุกปีโดยไม่เคยบ่นว่าไม่มีเงินคืน

เราไม่ได้บอกว่าตัวแทนทุกคนแนะนำเพื่อค่าคอม ตัวแทนที่ดีและวางแผนให้ลูกค้าตรงความต้องการมีอยู่จริง แต่โครงสร้างแรงจูงใจแบบนี้แปลว่าภาระการตรวจสอบตกอยู่ที่คุณ วิธีทดสอบง่ายที่สุดคือถามตัวแทนตรง ๆ ว่า "ขอใบเสนอราคาแบบ Term ทุนเท่ากันมาเทียบหน่อย" — บริษัทใหญ่ในไทยทั้ง AIA เมืองไทยประกันชีวิต และ FWD มีแบบ Term ขายทุกเจ้า และช่องทางออนไลน์กับโบรกเกอร์อย่าง Rabbit Care ก็เทียบเบี้ย Term หลายบริษัทได้ในไม่กี่นาที ปฏิกิริยาของตัวแทนต่อคำถามนี้บอกอะไรคุณได้มากกว่าโบรชัวร์ทุกหน้า

ลองขอใบเสนอราคา Term ก่อนตัดสินใจแบบอื่น

รู้เบี้ย Term ของทุนประกันที่คุณคำนวณไว้ก่อน แล้วค่อยตัดสินว่าส่วนต่างเบี้ยของแบบอื่นซื้ออะไรให้คุณบ้าง — เทียบฟรี ไม่ผูกมัด

เทียบเบี้ยประกัน

แล้วตลอดชีพเหมาะกับใครบ้าง

เพื่อไม่ให้บทความนี้เอียงเกินจริง — มีสถานการณ์ที่ตลอดชีพตอบโจทย์กว่า Term อยู่จริง แม้จะเป็นส่วนน้อยของตลาด

  • ภาระที่ไม่หมดตามอายุ — เช่น มีบุตรที่ต้องการการดูแลตลอดชีวิต ความต้องการทุนประกันไม่ลดลงเมื่อคุณอายุ 60 แบบครอบครัวทั่วไป
  • การวางแผนมรดกและภาษี — ผู้มีทรัพย์สินมากที่ต้องการส่งต่อเงินก้อนแบบระบุผู้รับชัดเจน สินไหมมรณกรรมไม่ถือเป็นเงินได้ของผู้รับ และเป็นเครื่องมือจัดสภาพคล่องให้กองมรดก
  • คนที่ล้มเหลวกับการลงทุนเองซ้ำ ๆ — ถ้ารู้ตัวจริง ๆ ว่าส่วนต่างเบี้ยที่ประหยัดได้จะไม่ถูกลงทุน แต่จะละลายไปกับการใช้จ่าย การันตีขั้นต่ำของตลอดชีพก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย — แต่ขอให้ลองตั้ง DCA อัตโนมัติก่อนสักปีจริง ๆ ก่อนสรุปว่าตัวเองทำไม่ได้

ถ้าคุณไม่อยู่ในสามกลุ่มนี้ ข้อสรุปของเราตรงไปตรงมา: คำนวณทุนประกันจากภาระจริง ซื้อ Term ให้ครอบคลุมช่วงปีที่คนข้างหลังยังพึ่งพารายได้คุณ แล้วเอาส่วนต่างเบี้ยไปลงทุนอย่างมีวินัย เส้นทางนี้ให้ทั้งความคุ้มครองที่สูงกว่าและความมั่งคั่งปลายทางที่มากกว่าในเกือบทุกสมมติฐานที่สมเหตุสมผล — มันแค่ไม่มีใครได้ค่าคอมจากการบอกคุณเท่านั้นเอง