การเปิดเผยข้อมูล: บทความนี้อาจมีลิงก์พันธมิตรไปยังธนาคารและแพลตฟอร์มการลงทุน หากคุณเปิดบัญชีหรือสมัครบริการผ่านลิงก์ เราอาจได้รับค่าแนะนำโดยคุณไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ความเห็นทั้งหมดเป็นของกองบรรณาธิการ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ

หุ้นกู้คืออะไร — คุณคือเจ้าหนี้ ไม่ใช่เจ้าของ

ตัดคำว่า "หุ้น" ทิ้งไปจากหัวก่อน เพราะมันทำให้คนเข้าใจผิดมานักต่อนัก หุ้นกู้ (corporate bond) คือการที่คุณให้บริษัทกู้เงิน บริษัทออกกระดาษสัญญามาแลก โดยระบุชัดว่าจะจ่ายดอกเบี้ยเท่าไหร่ ปีละกี่งวด และคืนเงินต้นเต็มจำนวนวันไหน คุณไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการแม้แต่เศษเสี้ยว บริษัทกำไรพุ่งสิบเท่าคุณก็ได้ดอกเบี้ยเท่าเดิม — แลกกับการที่ถ้าบริษัทล้ม เจ้าหนี้อย่างคุณมีสิทธิเรียกร้องทรัพย์สินก่อนผู้ถือหุ้นเสมอ

เหตุผลที่หุ้นกู้ขายหมดเกลี้ยงแทบทุกรุ่นในไทยอธิบายได้ในบรรทัดเดียว: เงินฝากประจำให้ดอกราว 1.5–2% ต่อปี ขณะที่หุ้นกู้บริษัทเอกชนให้ราว 3–5% ต่อปี ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 — สูงกว่ากันเท่าตัวโดยที่หน้าตาการรับดอกเบี้ยคล้ายกันมาก จนหลายคนเผลอคิดว่ามันคือ "เงินฝากรุ่นพิเศษ" และตรงนี้แหละคือความเข้าใจผิดที่แพงที่สุดในตลาดตราสารหนี้ไทย

เราขอพูดให้ชัดตั้งแต่ย่อหน้านี้: หุ้นกู้ไม่ใช่เงินฝาก ไม่มีสถาบันคุ้มครองเงินฝากมารองรับ ถ้าบริษัทผู้ออกจ่ายไม่ได้ เงินต้นของคุณหายได้จริงและเคยหายมาแล้ว ดอกเบี้ยส่วนที่สูงกว่าเงินฝากคือ "ค่าจ้างรับความเสี่ยง" ไม่ใช่ของแถม

อันดับเครดิต AAA ถึง junk — ตัวอักษรไม่กี่ตัวที่ตัดสินทุกอย่าง

ก่อนเสนอขาย หุ้นกู้ส่วนใหญ่จะถูกสถาบันจัดอันดับเครดิต (ในไทยคือ TRIS Rating และ Fitch Ratings ประเทศไทย) ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ แล้วสรุปออกมาเป็นตัวอักษร นี่คือข้อมูลชิ้นแรกที่ต้องดู ก่อนดอกเบี้ยเสียอีก

อันดับเครดิตความหมายดอกเบี้ยโดยประมาณ (ต่อปี)ระดับความเสี่ยง
AAA / AA ความสามารถชำระหนี้แข็งแกร่งมาก มักเป็นบริษัทยักษ์หรือรัฐวิสาหกิจ ~2.5–3.5% ต่ำสุดในกลุ่มหุ้นกู้
A / BBB ยังจัดว่าน่าลงทุน (investment grade) แต่ทนแรงกระแทกเศรษฐกิจได้น้อยลงตามลำดับ ~3.5–5% ปานกลาง — โซนที่นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่อยู่
ต่ำกว่า BBB- (high yield / junk) ต่ำกว่าระดับน่าลงทุน ความเสี่ยงผิดนัดชำระสูงขึ้นชัดเจน ~5–7% ขึ้นไป สูง
Unrated (ไม่จัดอันดับ) ไม่มีสถาบันไหนรับรองเลย ต้องประเมินงบการเงินเองทั้งหมด มักสูงกว่า 6% สูงที่สุด — มือใหม่ไม่ควรแตะ

วิธีอ่านตารางนี้ให้เป็น: ดอกเบี้ยกับอันดับเครดิตวิ่งสวนทางกันเสมอ หุ้นกู้ที่ดอก 6% ไม่ได้ "ใจดี" กว่าหุ้นกู้ดอก 3% — มันแค่เสี่ยงกว่า และตลาดตีราคาความเสี่ยงนั้นออกมาเป็นดอกเบี้ยแล้ว ถ้าเจอหุ้นกู้ดอกสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับอันดับเครดิตของตัวเอง คำถามที่ถูกไม่ใช่ "รีบซื้อก่อนหมดไหม" แต่คือ "ตลาดรู้อะไรที่เรายังไม่รู้"

เช็กลิสต์ 5 นาทีก่อนจองหุ้นกู้ทุกรุ่น หนึ่ง—ดูอันดับเครดิตของ "รุ่นหุ้นกู้" ไม่ใช่แค่ของบริษัท เพราะหุ้นกู้ด้อยสิทธิของบริษัทเดียวกันจะได้อันดับต่ำกว่า สอง—ดูว่ามีหลักประกันหรือไม่ (ส่วนใหญ่ไม่มี) สาม—อ่านวัตถุประสงค์การใช้เงินในเอกสาร filing ถ้าคำตอบคือ "นำไปชำระหนี้เดิม" ติดต่อกันหลายรุ่น นั่นคือสัญญาณให้ระวังการกู้ใหม่โปะเก่า

ซื้อที่ไหน ขั้นต่ำเท่าไหร่ ขั้นตอนจริงเป็นยังไง

หุ้นกู้ออกใหม่ (ตลาดแรก) ขายผ่านสองช่องทางหลัก ช่องแรกคือสาขาธนาคารและแอปธนาคารที่เป็นผู้จัดจำหน่ายของรุ่นนั้น ๆ รุ่นยอดนิยมมักเปิดจองผ่านแอปแล้วเต็มภายในไม่กี่ชั่วโมง ช่องที่สองคือแอปโบรกเกอร์และแพลตฟอร์มลงทุนที่รวมหุ้นกู้หลายรุ่นจากหลายผู้ออกไว้ที่เดียว ข้อดีคือเทียบดอกเบี้ยและอันดับเครดิตข้ามรุ่นได้ง่ายกว่าการไล่ถามทีละธนาคาร

เงินขั้นต่ำคือด่านแรกที่คนส่วนใหญ่สะดุด — หุ้นกู้เสนอขายรายย่อยส่วนใหญ่กำหนดขั้นต่ำราว 100,000 บาท และเพิ่มเป็นขั้นละ 100,000 บาท ตัวเลขนี้สำคัญกว่าที่เห็น เพราะมันบังคับโครงสร้างพอร์ตโดยอัตโนมัติ: ถ้าคุณมีเงินลงทุนรวม 500,000 บาท การซื้อหุ้นกู้หนึ่งรุ่นเท่ากับเทน้ำหนัก 20% ของพอร์ตไปกองที่บริษัทเดียวทันที ซึ่งชนเพดานกติกาที่เราจะพูดถึงท้ายบทความพอดี

ส่วนใครที่เงินไม่ถึงแสนหรือไม่อยากแบกความเสี่ยงรายบริษัท ทางอ้อมที่เราคิดว่าสมเหตุสมผลกว่าคือกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่กระจายเงินไปหุ้นกู้หลายสิบรุ่นให้เสร็จ เริ่มได้หลักร้อยบาท อ่านพื้นฐานได้ที่กองทุนรวม 101 และถ้าโจทย์ของคุณคือ "หาที่พักเงินให้ดอกดีกว่าออมทรัพย์" ลองเทียบทุกทางเลือกแบบชนกันที่ศึกที่พักเงิน — ฝากประจำ vs กองทุนตลาดเงิน vs หุ้นกู้ก่อนตัดสินใจ

อยากเห็นหุ้นกู้ที่เปิดจองอยู่ตอนนี้ทั้งตลาด?

แพลตฟอร์มลงทุนยุคนี้รวมหุ้นกู้เสนอขายจากหลายผู้ออกไว้ในแอปเดียว เห็นอันดับเครดิต ดอกเบี้ย และอายุครบกำหนดเทียบกันชัด ๆ เปิดบัญชีออนไลน์ได้ไม่ต้องไปสาขา

ดูหุ้นกู้ที่เปิดจอง

บทเรียน default ในไทย — เมื่อ "บริษัทใหญ่" ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นกู้ไทยมีบทเรียนราคาแพงเกิดขึ้นหลายระลอก บริษัทที่มีชื่อเสียงระดับที่คนทั้งประเทศรู้จัก — ทั้งกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจการบิน และบริษัทที่เคยเป็นดาวเด่นของตลาดหุ้น — ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้หรือขอเลื่อนการชำระ ผู้ถือหุ้นกู้จำนวนมากซึ่งเป็นรายย่อยธรรมดา ต้องเข้าสู่กระบวนการประชุมเจ้าหนี้และแผนฟื้นฟูที่ลากยาวเป็นปี บางเคสได้เงินคืนบางส่วน บางเคสยังไม่จบจนวันนี้ เราตั้งใจไม่ระบุชื่อรายบริษัท เพราะประเด็นไม่ใช่การชี้ตัวใคร แต่คือแบบแผนที่ซ้ำกันจนน่าตกใจ

บทเรียนที่หนึ่ง: ชื่อเสียงไม่ใช่หลักประกัน เกือบทุกเคสดังเป็นบริษัทที่โฆษณาทั่วเมือง มีตึกเป็นของตัวเอง มีผู้บริหารออกสื่อสม่ำเสมอ ความคุ้นเคยทำให้คนข้ามขั้นตอนอ่านงบไปเลย บทเรียนที่สอง: สัญญาณมาก่อนเสมอ แทบทุกเคสมีอาการนำ — อันดับเครดิตถูกปรับลด ออกหุ้นกู้รุ่นใหม่ถี่ขึ้นพร้อมดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อหาเงินมาคืนรุ่นเก่า ใครติดตามข่าวผู้ออกที่ตัวเองถืออยู่จะเห็นธงแดงก่อนเหตุการณ์จริงเป็นเดือน บทเรียนที่สาม: ดอกเบี้ยสูงคือป้ายเตือน ไม่ใช่ป้ายลดราคา หุ้นกู้ที่เสนอดอกโดดกว่าตลาดในอันดับเครดิตเดียวกัน มักเป็นเพราะขายรุ่นก่อนหน้าได้ยากขึ้น

จุดที่รายย่อยเสียเปรียบที่สุดเมื่อเกิด default กระบวนการหลังผิดนัดชำระไม่ใช่ "รอเงินคืน" เฉย ๆ แต่คือการประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อโหวตรับหรือปฏิเสธข้อเสนอ เช่น เลื่อนกำหนดชำระ ลดดอกเบี้ย หรือแฮร์คัตเงินต้น รายย่อยที่ถือคนละแสนสองแสนแทบไม่มีอำนาจต่อรอง และการฟ้องเองมีต้นทุนสูงกว่ามูลหนี้ นี่คือเหตุผลที่การป้องกันก่อนซื้อสำคัญกว่าการแก้ไขหลังเกิดเรื่องหลายเท่า

สภาพคล่อง: ด่านที่คนมองข้ามจนกว่าจะอยากได้เงินคืน

ความเสี่ยงข้อที่สองของหุ้นกู้ดังน้อยกว่า default แต่เจอบ่อยกว่ามาก: ขายก่อนครบกำหนดยากมาก ในทางทฤษฎีหุ้นกู้ซื้อขายเปลี่ยนมือได้ในตลาดรอง แต่ตลาดรองตราสารหนี้ไทยสำหรับรายย่อยเบาบางจนเกือบเรียกว่าไม่มี ผู้ซื้อรายใหญ่เป็นสถาบันที่สนใจล็อตระดับสิบล้านขึ้นไป หุ้นกู้ก้อนแสนสองแสนของรายย่อยจึงมักต้องขายผ่านโต๊ะตราสารหนี้ของธนาคารหรือโบรกเกอร์ ซึ่งอาจใช้เวลาหาผู้รับซื้อเป็นสัปดาห์ และราคาที่ได้มักต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมพอสมควร ยิ่งถ้าผู้ออกมีข่าวลบ ราคารับซื้ออาจหายไปเลย

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติจึงตรงไปตรงมา: เงินที่ใส่ในหุ้นกู้ ให้ถือว่าล็อกยาวจนถึงวันครบกำหนด อายุหุ้นกู้ 3 ปีก็คือ 3 ปีจริง ๆ อย่าเอาเงินสำรองฉุกเฉิน เงินดาวน์บ้านที่จะใช้ปีหน้า หรือเงินที่ "น่าจะไม่ได้ใช้" มาซื้อ เพราะคำว่าน่าจะกับตลาดรองที่แทบไม่มีอยู่จริง เป็นส่วนผสมที่จบไม่สวย

กติกาถือหุ้นกู้แบบไม่เจ็บหนัก

หลังจากอ่านความเสี่ยงมาสองหัวข้อ คำถามที่เหลือคือ ถ้าจะถือ ถือยังไงให้เจ็บไม่หนักเมื่อเรื่องร้ายเกิดขึ้นจริง เราสรุปกติกาที่ใช้เองเป็นสามข้อ

  1. เพดานรวมไม่เกิน 10–20% ของพอร์ตลงทุน — หุ้นกู้เอกชนควรเป็นตัวเสริมรายได้ประจำของพอร์ต ไม่ใช่พระเอก ตัวเลขฝั่งต่ำสำหรับคนที่พอร์ตยังเล็กหรือรับความเสี่ยงได้น้อย ฝั่งสูงสำหรับคนที่มีสินทรัพย์อื่นกระจายดีแล้ว
  2. ผู้ออกรายเดียวไม่เกิน 5% ของพอร์ต — นี่คือกติกาที่ช่วยชีวิตจริงเมื่อเกิด default เพราะต่อให้เงินก้อนนั้นสูญทั้งจำนวน พอร์ตโดยรวมยังเดินต่อได้ การถือหุ้นกู้ 3–4 รุ่นจากผู้ออก 3–4 รายในอุตสาหกรรมต่างกัน ดีกว่าถือรุ่นเดียวก้อนใหญ่จากบริษัทที่ "มั่นใจมาก" เสมอ
  3. เลือก investment grade เป็นหลัก และไล่อายุครบกำหนดให้เหลื่อมกัน — ถือรุ่นอายุ 2 ปี 3 ปี 5 ปี ผสมกัน เงินจะทยอยครบกำหนดกลับมาให้ตัดสินใจใหม่เรื่อย ๆ แทนที่จะไปกองรอพร้อมกันปีเดียว

อยากเห็นภาพว่าดอกเบี้ย 4% ต่อปีทบไปเรื่อย ๆ โตเป็นเท่าไหร่ในสิบปี กดเครื่องคำนวณดอกเบี้ยทบต้นดูตัวเลขของตัวเองได้เลย

ย้ำก่อนจาก หุ้นกู้เป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับงานที่มันถูกออกแบบมา: สร้างกระแสดอกเบี้ยที่คาดการณ์ได้ สูงกว่าเงินฝาก บนความเสี่ยงที่ต่ำกว่าหุ้น — แต่มันจะกลายเป็นเครื่องมืออันตรายทันทีที่ถูกใช้แทนเงินฝากหรือถูกซื้อเพราะเชื่อชื่อบริษัท ตัวเลขดอกเบี้ยและเงื่อนไขทั้งหมดเป็นข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบเอกสารเสนอขายจริงของแต่ละรุ่นก่อนจองทุกครั้ง และถ้ายังลังเลระหว่างหุ้นกู้กับทางเลือกพักเงินอื่น อ่านศึกที่พักเงินฉบับเทียบชนกันให้จบก่อนตัดสินใจ