- เทมเพิลตันคือนักลงทุนสวนกระแส (contrarian) ระดับตำนาน — หัวใจคือซื้อ ณ "จุดที่คนมองโลกร้ายที่สุด" (point of maximum pessimism) เพราะของถูกที่สุดมักอยู่ตรงที่คนกลัวที่สุด
- เหตุการณ์จริงที่พิสูจน์แนวคิด: ปี ค.ศ. 1939 ขณะสงครามโลกกำลังปะทุ เขาซื้อหุ้นทุกตัวในตลาด NYSE ที่ราคาต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ รวมราว 100 ตัว ท่ามกลางความตื่นตระหนกของคนทั้งตลาด
- เขาบุกเบิกการลงทุน "ทั่วโลก" ก่อนใคร — เข้าไปลงทุนหุ้นญี่ปุ่นตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า ยิ่งค้นหาของถูกในสนามที่กว้าง ยิ่งมีโอกาสเจอ
- เครื่องมือลับของเขาไม่ใช่สูตรคำนวณ แต่คือวินัยและใจที่สงบ — ถึงขั้นย้ายไปอยู่บาฮามาสเพื่ออยู่ห่างจากเสียงรบกวนของ Wall Street
ใครคือ Sir John Templeton
Sir John Templeton (จอห์น เทมเพิลตัน) เกิดในครอบครัวธรรมดาที่รัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเยลและได้ทุน Rhodes ไปศึกษาต่อที่อ็อกซ์ฟอร์ด ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่โลกจดจำมากที่สุดในฐานะ นักลงทุนสวนกระแส (contrarian) และ ผู้บุกเบิกการลงทุนทั่วโลก (global investing) — นิตยสาร Money เคยยกย่องเขาว่าอาจเป็นนักเลือกหุ้นระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษ
เหตุการณ์ที่กลายเป็นตำนานเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1939 (พ.ศ. 2482) ขณะสงครามโลกครั้งที่สองกำลังปะทุในยุโรปและนักลงทุนทั้งตลาดหนีตาย เทมเพิลตันในวัยหนุ่มทำสิ่งที่ตรงข้ามกับทุกคน — เขาสั่งซื้อ หุ้นทุกตัวในตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE) ที่ราคาต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ รวมแล้วราว 100 ตัว โดยไม่เลือกหน้าว่าบริษัทไหนกำลังย่ำแย่แค่ไหน ตรรกะของเขาเรียบง่าย: เมื่อคนทั้งตลาดมองโลกร้ายที่สุด ราคาย่อมสะท้อนความกลัวมากกว่ามูลค่าจริง ตามบันทึกที่เผยแพร่แพร่หลาย หุ้นส่วนใหญ่ในล็อตนั้นกลับมาทำกำไรเมื่อเขาถือผ่านช่วงสงครามไปหลายปี และดีลนี้กลายเป็นบทพิสูจน์แรกของปรัชญาที่เขาใช้ไปตลอดชีวิต
ปี ค.ศ. 1954 (พ.ศ. 2497) เขาก่อตั้ง Templeton Growth Fund กองทุนที่ออกไปค้นหาหุ้นถูกจากทั่วโลกในยุคที่นักลงทุนอเมริกันแทบไม่มองข้ามพรมแดนตัวเอง ต่อมาเขาย้ายไปใช้ชีวิตที่บาฮามาสเพื่ออยู่ห่างจากเสียงรบกวนของตลาด และในบั้นปลายได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์อัศวินจากราชวงศ์อังกฤษจากผลงานด้านการกุศล — เขาก่อตั้งมูลนิธิ John Templeton Foundation และรางวัล Templeton Prize ก่อนเสียชีวิตในปี ค.ศ. 2008 (พ.ศ. 2551)
| ช่วงเวลา | หมุดหมายสำคัญ (โดยสังเขป) |
|---|---|
| วัยเรียน | จากเทนเนสซีสู่เยลและอ็อกซ์ฟอร์ด (ทุน Rhodes) — ฝึกนิสัยประหยัด มีวินัย และมองโลกกว้างกว่าประเทศตัวเองตั้งแต่ยังหนุ่ม |
| ค.ศ. 1939 | ซื้อหุ้นทุกตัวใน NYSE ที่ราคาต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ ราว 100 ตัว ขณะสงครามกำลังปะทุ — บทพิสูจน์แรกของการซื้อ ณ จุดที่คนมองโลกร้ายที่สุด |
| ยุค Templeton Growth Fund | ก่อตั้งกองทุนในปี ค.ศ. 1954 ออกล่าหุ้นถูกทั่วโลก บุกตลาดญี่ปุ่นตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ก่อนที่นักลงทุนตะวันตกส่วนใหญ่จะกล้ามอง |
| บั้นปลาย | ใช้ชีวิตที่บาฮามาสห่างจากเสียงตลาด ได้รับบรรดาศักดิ์อัศวินจากงานการกุศล และอุทิศทรัพย์สินให้มูลนิธิและรางวัล Templeton Prize |
ไทม์ไลน์ข้างบนเป็นภาพรวมเชิงหลักคิด ไม่ใช่ประวัติเชิงตัวเลขแบบเจาะจงทุกปี เพื่อเลี่ยงการอ้างข้อมูลที่คลาดเคลื่อน โปรดดูรายละเอียดจากชีวประวัติทางการและแหล่งต้นทาง
ปรัชญาหลัก 5 เสาของนักล่าของถูกระดับโลก
ถ้าบัฟเฟตต์คือคนที่สอนให้เรามองหุ้นเป็นธุรกิจ เทมเพิลตันคือคนที่สอนให้เรามองหุ้นเป็น "ของถูก" ที่ต้องออกล่า — และสนามล่าของเขาคือทั้งโลก ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง นี่คือห้าเสาหลักที่ค้ำแนวคิดทั้งหมดของเขา
1. ซื้อ ณ จุดที่คนมองโลกร้ายที่สุด (Point of Maximum Pessimism)
หลักการ: ราคาที่ถูกที่สุดของสินทรัพย์หนึ่งไม่ได้เกิดตอนข่าวดี แต่เกิดตอนที่คนขายอยากขายมากที่สุด — คือจุดที่ความสิ้นหวังครอบงำตลาด เมื่อคนสุดท้ายที่ทนไม่ไหวขายออกไปแล้ว แรงขายย่อมหมดลง บริบท: ดีลปี ค.ศ. 1939 คือตัวอย่างที่สุดขั้วที่สุด — เขาไม่ได้รอให้สถานการณ์ "ดูดีขึ้น" ก่อนค่อยซื้อ เพราะเมื่อทุกอย่างดูดีขึ้น ราคาก็ไม่ถูกอีกต่อไปแล้ว เขาซื้อท่ามกลางข่าวร้ายที่สุด ในเวลาที่การซื้อหุ้นดูเป็นเรื่องบ้าบิ่นที่สุด ตัวอย่างการใช้: จุดสังเกตไม่ใช่ "ตลาดตกกี่เปอร์เซ็นต์" แต่คือบรรยากาศ — เมื่อสื่อพร้อมใจกันบอกว่าหมดหวัง คนรอบตัวเลิกพูดเรื่องหุ้น และคุณเองก็ไม่อยากเปิดดูพอร์ต นั่นแหละคือช่วงเวลาที่เทมเพิลตันจะเริ่มสนใจ ไม่ใช่ช่วงที่ทุกคนกำลังอวดกำไร
2. ล่าของถูก ไม่ใช่ของดัง (Bargain Hunting)
หลักการ: เทมเพิลตันเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่า (value) สายล่าของถูก — คำถามหลักของเขาคือ สินทรัพย์ไหนราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นมากที่สุด ไม่ใช่สินทรัพย์ไหนที่กำลังเป็นที่นิยม บริบท: ของถูกกับของดังแทบจะอยู่ตรงข้ามกันเสมอ เพราะความนิยมคือสิ่งที่ดันราคาให้แพง ดังนั้นการซื้อสิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันว่าดี มักหมายถึงการจ่ายราคาที่แพงจนผลตอบแทนในอนาคตเหลือน้อย ตัวอย่างการใช้: ก่อนซื้ออะไรก็ตาม ถามตัวเองว่าซื้อเพราะ "ราคาถูกเมื่อเทียบมูลค่า" หรือเพราะ "ทุกคนกำลังพูดถึงมัน" ถ้าคำตอบคืออย่างหลัง คุณกำลังจ่ายค่าความนิยม ไม่ใช่ซื้อมูลค่า
3. มองข้ามพรมแดน — ทั้งโลกคือสนามล่า
หลักการ: ถ้าคุณค้นหาของถูกแค่ในประเทศเดียว โอกาสก็จำกัดอยู่แค่นั้น แต่ถ้าค้นทั้งโลก โอกาสเจอของถูกจริง ๆ ย่อมมากกว่าหลายเท่า — นี่คือเหตุผลที่ Templeton Growth Fund ออกลงทุนนอกสหรัฐตั้งแต่ยุคที่แทบไม่มีใครทำ บริบท: ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือญี่ปุ่น — เทมเพิลตันเข้าไปลงทุนหุ้นญี่ปุ่นตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ในยุคที่นักลงทุนตะวันตกส่วนใหญ่ยังมองว่าญี่ปุ่นเป็นแค่ประเทศผลิตของเลียนแบบราคาถูก เขาเห็นว่าหุ้นญี่ปุ่นซื้อขายกันในราคาต่ำมากเมื่อเทียบกับศักยภาพ ก่อนที่ตลาดญี่ปุ่นจะกลายเป็นปรากฏการณ์ในทศวรรษต่อ ๆ มา ตัวอย่างการใช้: สำหรับนักลงทุนทั่วไป การมองข้ามพรมแดนไม่จำเป็นต้องบินไปเยี่ยมบริษัทเหมือนเขา — กองทุนดัชนีและ ETF ทั่วโลกทำให้กระจายการลงทุนข้ามประเทศได้ด้วยเงินหลักพันบาท ดูแนวทางได้ที่ พอร์ต ETF ทั่วโลก
4. อยู่ห่างจากฝูงชน — วินัยเริ่มจากสภาพแวดล้อม
หลักการ: การคิดต่างจากฝูงชนเป็นเรื่องยากมากถ้าคุณยืนอยู่กลางฝูงชน เทมเพิลตันจึงเลือกออกแบบสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการคิดอิสระ — เขาย้ายไปใช้ชีวิตและทำงานที่บาฮามาส ห่างจาก Wall Street ทั้งทางภูมิศาสตร์และทางใจ บริบท: เขาเชื่อว่าการอยู่ไกลจากเสียงเชียร์ เสียงเตือน และแรงกดดันของตลาด ทำให้ตัดสินใจได้เยือกเย็นกว่า และมีบันทึกแพร่หลายว่าผลงานของเขาในช่วงที่อยู่บาฮามาสนั้นดีไม่แพ้ช่วงที่อยู่ใจกลางวงการ ตัวอย่างการใช้: คุณไม่ต้องย้ายเกาะ — แค่ลดการเสพข่าวตลาดรายชั่วโมง ปิดการแจ้งเตือนราคา และตัดสินใจตามแผนที่เขียนไว้ล่วงหน้าแทนการตอบสนองต่อพาดหัวข่าว ก็คือการสร้าง "บาฮามาสส่วนตัว" ในแบบของคุณแล้ว
5. ถ่อมตัวต่อความไม่รู้ และกระจายความเสี่ยงเสมอ
หลักการ: แม้จะเป็นนักเลือกหุ้นระดับตำนาน เทมเพิลตันกลับย้ำเรื่องความถ่อมตัวและการกระจายความเสี่ยงเป็นกฎสำคัญในบทความ "16 Rules for Investment Success" ของเขา — เพราะไม่มีใครถูกทุกครั้ง แม้แต่นักลงทุนที่เก่งที่สุด บริบท: การซื้อสวนกระแสมีความเสี่ยงในตัวเอง: บางบริษัทที่ดูถูกอาจล้มจริง ๆ วิธีที่เขาป้องกันคือไม่เดิมพันหนักกับตัวใดตัวเดียว — สังเกตว่าดีลปี ค.ศ. 1939 เขาซื้อราว 100 ตัว ไม่ใช่เลือกตัวเดียวที่ "มั่นใจที่สุด" เพราะรู้ว่าบางตัวจะไปไม่รอด แต่ภาพรวมของทั้งตะกร้าต่างหากที่สำคัญ ตัวอย่างการใช้: ถ้าคุณอยากลองแนวสวนกระแส จงคิดเป็น "ตะกร้า" ไม่ใช่ "ตั๋วเสี่ยงโชคใบเดียว" และจำกัดสัดส่วนของเงินส่วนนี้ให้อยู่ในระดับที่พลาดแล้วชีวิตไม่พัง
คำพูดตำนาน — และความหมายที่ซ่อนอยู่
คำพูดของเทมเพิลตันถูกอ้างต่อกันมากมาย เราขอหยิบเฉพาะประโยคที่รู้จักและถูกอ้างถึงแพร่หลาย และใช้ได้จริงกับการตัดสินใจของคุณ
"The four most dangerous words in investing are: 'this time it's different.'"
— ถ้อยคำที่อ้างถึง Sir John Templeton อย่างแพร่หลาย (ในบทความ "16 Rules for Investment Success" เขาเขียนแนวคิดเดียวกันนี้ว่า คำว่า "this time is different" คือหนึ่งในสี่คำที่ทำให้นักลงทุนสูญเสียแพงที่สุดในประวัติศาสตร์การลงทุน)
"สี่คำที่อันตรายที่สุดในการลงทุนคือ: ครั้งนี้มันต่างจากทุกครั้ง" — ประโยคนี้เตือนถึงกับดักที่นักลงทุนทุกยุคติดซ้ำ ๆ ไม่ว่าจะเป็นฟองสบู่หรือวิกฤต จะมีเสียงบอกเสมอว่ากฎเก่าใช้ไม่ได้แล้ว ยุคนี้ไม่เหมือนเดิม ราคาแพงแค่ไหนก็สมเหตุสมผล หรือถูกแค่ไหนก็จะถูกลงอีกตลอดไป เทมเพิลตันชี้ว่าธรรมชาติของวัฏจักรตลาดและอารมณ์มนุษย์นั้นซ้ำรอยเดิมมากกว่าที่เราคิด — เมื่อไรที่คุณได้ยิน (หรือเริ่มพูดกับตัวเอง) ว่า "ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม" เพื่อหาเหตุผลให้การตัดสินใจที่ฝืนหลักพื้นฐาน นั่นคือสัญญาณอันตรายที่สุด
"The time of maximum pessimism is the best time to buy, and the time of maximum optimism is the best time to sell."
— Sir John Templeton
"เวลาที่คนมองโลกร้ายที่สุดคือเวลาซื้อที่ดีที่สุด และเวลาที่คนมองโลกสวยที่สุดคือเวลาขายที่ดีที่สุด" — นี่คือปรัชญาทั้งชีวิตของเขาในประโยคเดียว จุดที่ควรย้ำคือมันพูดถึง "จุดสุดขั้วของอารมณ์ตลาด" ไม่ใช่แค่วันที่ตลาดแดง การร่วงห้าเปอร์เซ็นต์ไม่ใช่ maximum pessimism และการเขียวติดกันสองสัปดาห์ก็ไม่ใช่ maximum optimism — ของจริงเกิดไม่บ่อย และตอนที่มันเกิด การทำตามประโยคนี้จะรู้สึกฝืนใจอย่างที่สุด นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคนรู้จักประโยคนี้กันทั้งโลก แต่มีน้อยคนที่ทำได้จริง
อีกแนวคิดที่ถูกอ้างถึงแพร่หลายคือมุมมองของเขาต่อวัฏจักรตลาด ที่ว่า ตลาดกระทิงเกิดในความสิ้นหวัง เติบโตบนความกังขา สุกงอมบนการมองโลกแง่ดี และจบลงในความอิ่มเอมเคลิบเคลิ้ม — แปลว่าช่วงที่คนส่วนใหญ่เพิ่งกล้ากลับเข้าตลาดเพราะ "ทุกอย่างดูดีแล้ว" มักเป็นช่วงท้ายของรอบมากกว่าช่วงต้น ส่วนช่วงที่น่าสนใจที่สุดกลับเป็นช่วงที่ยังไม่มีใครอยากคุยเรื่องลงทุน
บทเรียนสำหรับนักลงทุนไทย
ปรัชญาของเทมเพิลตันเกิดจากการมองทั้งโลกเป็นสนามลงทุน ซึ่งตรงจุดอ่อนของนักลงทุนไทยจำนวนมากพอดี นี่คือสิ่งที่ควรแปลงมาใช้ และสิ่งที่ต้องระวัง
- Home bias คือกับดักแรกที่เทมเพิลตันจะทัก — พอร์ตของคนไทยจำนวนมากกระจุกอยู่ในหุ้นและกองทุนไทยแทบทั้งหมด ทั้งที่ตลาดหุ้นไทยเป็นเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ ของมูลค่าตลาดโลก การจำกัดสนามล่าไว้ประเทศเดียวคือการตัดโอกาสทิ้งโดยไม่รู้ตัว เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียได้ที่ กองทุนหุ้นไทย vs หุ้นต่างประเทศ
- ประตูออกสู่โลกมีหลายบาน ต้นทุนไม่เท่ากัน — คนไทยลงทุนต่างประเทศได้ทั้งผ่านกองทุนไทยที่ไปลงทุนต่อ, ETF จดทะเบียนในสหรัฐ หรือกองทุน UCITS ฝั่งยุโรป ซึ่งต่างกันทั้งภาษี ค่าธรรมเนียม และความสะดวก เลือกประตูให้ถูกก่อนเดินออกไปล่า อ่านได้ที่ ETF สหรัฐ vs กองทุน UCITS
- ของถูกไม่เท่ากับของดีเสมอไป — การสวนกระแสแบบเทมเพิลตันคือซื้อของที่ "ถูกเพราะตลาดตื่นตระหนก" ไม่ใช่ของที่ "ถูกเพราะพื้นฐานพังถาวร" หุ้นที่ราคาร่วงแรงบางตัวคือกับดักมูลค่า (value trap) ที่ถูกแล้วถูกอีกได้เรื่อย ๆ ดูตัวอย่างกับดักลักษณะนี้ได้ที่ กับดักปันผลสูง
- ใจสงบสร้างได้ด้วยระบบ ไม่ใช่พลังใจ — คุณไม่ต้องย้ายไปบาฮามาสเพื่อเลียนแบบเขา การตั้งแผนลงทุนอัตโนมัติรายเดือน (DCA) แล้วปล่อยให้ระบบทำงานแม้วันที่ตลาดร่วง คือวิธีที่มนุษย์เงินเดือนใช้ "อยู่ห่างจากฝูงชน" ได้จริง ลองวางแผนที่ เครื่องมือคำนวณ DCA
ของถูกที่สุดอยู่ตรงที่คนกลัวที่สุด — แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างตื่นตระหนกชั่วคราวกับพื้นฐานพังถาวร…
ทั้งโลกคือสนามล่า อย่าจำกัดพอร์ตไว้ประเทศเดียว ยิ่งค้นกว้างยิ่งมีโอกาสเจอของถูกจริง…
อยู่ห่างเสียงตลาด ใช้ระบบและแผนที่เขียนไว้ล่วงหน้าแทนการตอบสนองต่อพาดหัวข่าว…
นำไปใช้กับพอร์ตคุณ
ปรัชญาจะมีค่าก็ต่อเมื่อแปลงเป็นการกระทำได้ ต่อไปนี้คือวิธีเชื่อมหลักคิดแต่ละข้อของเทมเพิลตันกับสิ่งที่ทำได้จริง โดยยึดกรอบว่าเป็นการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล
| หลักคิดของเทมเพิลตัน | การประยุกต์ใช้กับพอร์ตของคุณ |
|---|---|
| 1. ซื้อ ณ จุดที่คนมองโลกร้ายที่สุด | เตรียม "แผนตอนตลาดร่วง" ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ใจยังสงบ — จะเติมเงินเท่าไร เข้าอะไร ภายใต้เงื่อนไขไหน แล้วทำตามแผนแทนการตัดสินใจกลางความตื่นตระหนก |
| 2. ล่าของถูก ไม่ใช่ของดัง | ก่อนซื้อ ถามว่า "ซื้อเพราะถูกเทียบมูลค่า หรือเพราะทุกคนกำลังพูดถึง" — ถ้าเหตุผลหลักคือกระแส แปลว่ากำลังจ่ายค่าความนิยม |
| 3. มองข้ามพรมแดน | ตรวจสัดส่วนหุ้นไทยต่อหุ้นต่างประเทศในพอร์ต ถ้ากระจุกในประเทศเดียว พิจารณาใช้กองทุนดัชนีหรือ ETF ทั่วโลกเป็นแกนกระจายความเสี่ยง |
| 4. อยู่ห่างจากฝูงชน | ลดความถี่การเช็คพอร์ต ปิดการแจ้งเตือนราคา และตั้งการลงทุนอัตโนมัติ — สร้างระยะห่างจากเสียงตลาดแบบที่เขาย้ายไปบาฮามาส |
| 5. ถ่อมตัว + กระจายความเสี่ยง | อย่าเดิมพันหนักกับสิ่งเดียวแม้จะมั่นใจแค่ไหน — คิดเป็นตะกร้าเหมือนที่เขาซื้อราว 100 ตัว ไม่ใช่เลือกตั๋วเสี่ยงโชคใบเดียว |
สรุปห้าเสาหลักจากบทความให้เป็นการกระทำที่จับต้องได้ — ใช้เป็นเช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจแต่ละครั้ง ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล
- สร้างแกนพอร์ตแบบมองทั้งโลก — วิธีที่ง่ายที่สุดในการเดินตามแนวคิด "ทั้งโลกคือสนามล่า" คือพอร์ต ETF กระจายทั่วโลกต้นทุนต่ำ ดูตัวอย่างการจัดที่ พอร์ต ETF ทั่วโลกด้วย 3 กอง และเทียบเส้นทางว่าควรออกผ่านช่องทางไหนที่ ETF สหรัฐ vs กองทุน UCITS
- ทบทวนสัดส่วนไทยต่อต่างประเทศ — ถ้าพอร์ตคุณยังกระจุกในไทยเกือบทั้งหมด อ่านการเปรียบเทียบแบบตรงไปตรงมาที่ กองทุนหุ้นไทย vs หุ้นต่างประเทศ ก่อนตัดสินใจปรับ
- เปลี่ยนวินัยให้เป็นระบบอัตโนมัติ — ความใจเย็นแบบเทมเพิลตันเลียนแบบได้ด้วยแผนลงทุนสม่ำเสมอที่ไม่ต้องพึ่งอารมณ์รายวัน ลองคำนวณแผนของคุณที่ เครื่องมือคำนวณ DCA
ลองเอกซเรย์พอร์ตดูว่าเงินของคุณกระจายอยู่กี่ตลาด กี่สินทรัพย์ และค่าธรรมเนียมรวมกินไปเท่าไร — คำถามแรกที่เทมเพิลตันน่าจะถามนักลงทุนไทย
- ชีวประวัติ Sir John Templeton — โดย John Templeton Foundation มูลนิธิที่เขาก่อตั้ง เปิดอ่านฟรีที่ templeton.org
- "16 Rules for Investment Success" — บทความที่เทมเพิลตันเขียนสรุปกฎการลงทุนของตัวเอง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร World Monitor และถูกเผยแพร่ต่ออย่างกว้างขวาง
- Investing the Templeton Way โดย Lauren C. Templeton และ Scott Phillips — หนังสือที่เล่าเหตุการณ์ปี ค.ศ. 1939 การบุกญี่ปุ่น และวิธีคิดแบบ maximum pessimism อย่างละเอียด
ข้อจำกัดความรับผิด: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้เชิงปรัชญาการลงทุนเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล และไม่ใช่การชักชวนให้ซื้อขายหลักทรัพย์ กองทุน หรือผลิตภัณฑ์ใด ๆ โดยเฉพาะ การอ้างถึง Sir John Templeton เป็นการอ้างอิงงานเขียนและคำพูดที่เผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อการศึกษา ไม่ได้แสดงถึงความเกี่ยวข้องหรือการรับรองจากบุคคลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันผลตอบแทนในอนาคต การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้ ควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงที่รับได้ด้วยตนเอง หรือปรึกษาผู้ได้รับใบอนุญาตก่อนตัดสินใจ คำเตือนจาก ก.ล.ต.: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน