- SET Index วัดทั้งกระดานหลัก, SET50/SET100 คือหุ้นใหญ่ 50/100 ตัวแรกที่สภาพคล่องสูง, mai คือตลาดหุ้นเล็กที่ความเสี่ยงสูงกว่า
- ดัชนีตระกูล SET ถ่วงน้ำหนักด้วย market cap หุ้นยักษ์ไม่กี่ตัวจึงครองน้ำหนักส่วนใหญ่
- SETTRI รวมปันผลกลับมาลงทุนซ้ำ ใช้เทียบผลงานกองทุนให้ยุติธรรมกว่า SET เปล่า
- มือใหม่เริ่มที่กองดัชนี/ETF อิง SET50 ต้นทุนต่ำและเป็นตัวแทนตลาดไทยส่วนใหญ่
ดัชนีตลาดหุ้นคืออะไร และมันบอกอะไรเรากันแน่
ดัชนี (index) คือตัวเลขตัวเดียวที่ย่อภาพรวมของหุ้นกลุ่มหนึ่งมาให้เราดูได้ในพริบตา แทนที่จะต้องไล่ดูราคาหุ้นเป็นร้อยเป็นพันตัว เราดูดัชนีตัวเดียวก็รู้คร่าว ๆ ว่าวันนี้ตลาดขึ้นหรือลง เหมือนอุณหภูมิที่สรุปอากาศทั้งเมืองมาเป็นเลขเดียว เวลาข่าวพาดหัวว่า "หุ้นไทยปิดบวก 8 จุด" เลขนั้นคือค่าดัชนี SET ที่ขยับ ไม่ใช่หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง
สิ่งที่ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นคือ ดัชนีเป็นเครื่องมือ "วัดผล" ไม่ใช่สินค้าที่ซื้อได้โดยตรง เราซื้อ SET ตรง ๆ ไม่ได้ แต่เราซื้อกองทุนดัชนีหรือ ETF ที่ออกแบบมาให้เดินตามดัชนีนั้นได้ ตลาดหุ้นไทยมีดัชนีหลายตัวที่วัดกลุ่มหุ้นต่างขนาดกัน และการเลือกดูตัวที่ตรงกับสิ่งที่เราถืออยู่จริงคือจุดเริ่มต้นของการลงทุนอย่างเข้าใจ ไม่ใช่ลงทุนตามข่าว
SET, SET50, SET100 — ครอบครัวเดียวกัน แต่กว้างไม่เท่ากัน
สามชื่อนี้มาจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เหมือนกัน ต่างกันที่ "จำนวนหุ้น" ที่นับเข้าไปในดัชนี วางเทียบให้เห็นภาพชัด ๆ แบบนี้
| ดัชนี | นับหุ้นอะไรบ้าง | เหมาะกับการดู |
|---|---|---|
| SET Index | หุ้นสามัญทุกตัวในกระดานหลักของ SET | ภาพรวมตลาดไทยทั้งกระดาน |
| SET50 | หุ้นใหญ่ 50 อันดับแรก สภาพคล่องสูงสุด | หุ้นบลูชิปตัวนำตลาด |
| SET100 | หุ้นใหญ่ 100 อันดับแรก สภาพคล่องสูง | หุ้นขนาดใหญ่และกลาง-ใหญ่ |
SET Index คือตัวกว้างที่สุด รวมหุ้นสามัญทุกตัวบนกระดานหลัก มันสะท้อนสุขภาพของตลาดไทยโดยรวมได้ดีที่สุด เวลาพูดว่า "ตลาดหุ้นไทยวันนี้เป็นยังไง" คำตอบมักอ้างอิงตัวนี้
SET50 เลือกเฉพาะหุ้นใหญ่ 50 ตัวแรกที่มีมูลค่าตลาดสูงและซื้อขายคล่องที่สุด นี่คือกลุ่มบลูชิปที่นักลงทุนสถาบันและกองทุนต่างชาติจับตา เพราะซื้อขายง่าย ราคาไม่เหวี่ยงจากออเดอร์เล็ก ๆ กองดัชนีและ ETF ในไทยส่วนใหญ่อิงตัวนี้ เพราะสภาพคล่องดีทำให้กองบริหารได้ง่าย SET100 ขยายวงเป็น 100 ตัวแรก เพิ่มหุ้นขนาดกลาง-ใหญ่เข้ามาอีกชั้น กระจายตัวมากขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ยังเป็นหุ้นใหญ่อยู่ดี
ข้อสังเกตที่มือใหม่มักพลาด: SET50 กับ SET Index เคลื่อนไหวใกล้กันมาก เพราะหุ้นใหญ่ 50 ตัวกินสัดส่วนมูลค่าตลาดไทยไปเกินครึ่งอยู่แล้ว ดังนั้นการซื้อกองที่อิง SET50 ก็เท่ากับได้ภาพตลาดไทยส่วนใหญ่มาแล้ว ไม่ได้ต่างจากทั้งตลาดมากอย่างที่ชื่อทำให้รู้สึก
mai — สนามของหุ้นเล็กที่กำลังโต ความเสี่ยงคนละระดับ
mai (Market for Alternative Investment) เป็นตลาดคนละกระดานกับ SET ตั้งขึ้นสำหรับบริษัทขนาดเล็กและกิจการที่กำลังเติบโต ซึ่งยังไม่ใหญ่พอหรือยังไม่พร้อมเข้ากระดานหลัก ดัชนี mai จึงวัดหุ้นกลุ่มนี้โดยเฉพาะ
เสน่ห์ของ mai คือโอกาสเจอบริษัทที่โตเร็ว หุ้นเล็กบางตัวราคาวิ่งแรงกว่าหุ้นใหญ่หลายเท่าในปีที่ดี แต่เหรียญอีกด้านคือความเสี่ยงที่สูงกว่ามาก — สภาพคล่องน้อย ราคาเหวี่ยงแรง ข้อมูลบริษัทน้อยกว่า และเมื่อตลาดขาลง หุ้นเล็กมักร่วงหนักและฟื้นช้ากว่าบลูชิป เราขอพูดตรง ๆ ว่า mai ไม่ใช่สนามของเงินก้อนแรกสำหรับมือใหม่ มันเหมาะเป็นส่วนเสริมเล็ก ๆ ของพอร์ตเมื่อคุณเข้าใจความเสี่ยงเฉพาะตัวของหุ้นเล็กแล้วเท่านั้น
ถ่วงน้ำหนักด้วย market cap แปลว่าอะไร ทำไมต้องรู้
ดัชนีตระกูล SET แทบทั้งหมดใช้วิธีถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด (market capitalization) หมายความว่าบริษัทยิ่งใหญ่ ยิ่งมีน้ำหนักในดัชนีมาก บริษัทมูลค่าตลาดล้านล้านบาทขยับ 1% ย่อมดันดัชนีมากกว่าบริษัทเล็กที่ขยับ 10% หลายเท่า
ผลที่ตามมาซึ่งนักลงทุนควรเข้าใจ: ดัชนีที่ถ่วงด้วย market cap จะถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ไม่กี่ตัว ในตลาดไทย หุ้นกลุ่มพลังงาน ธนาคาร และค้าปลีกรายใหญ่ไม่กี่ตัวมีน้ำหนักรวมกันสูงมาก เวลาคุณซื้อกองดัชนี SET50 คุณจึงลงเงินไปในหุ้นยักษ์เหล่านี้เป็นสัดส่วนใหญ่โดยอัตโนมัติ ไม่ได้กระจายเท่ากันทุกตัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ นี่ไม่ใช่ข้อเสีย — มันคือกลไกที่ทำให้ดัชนีสะท้อนตลาดจริง แต่คุณควรรู้ว่ากำลังถืออะไรอยู่ ถ้าอยากกระจายให้กว้างกว่าตลาดไทยตลาดเดียว การผสมกองดัชนีต่างประเทศเข้ามาช่วยได้ อ่านหลักคิดการจัดพอร์ตได้ที่การจัดสรรสินทรัพย์
SETTRI — ตัวเลขที่รวมปันผลไว้แล้ว และทำไมมันสำคัญกว่าที่คิด
SET Index ที่เราเห็นในข่าวทุกวันเป็นดัชนี "ราคา" ล้วน — มันนับเฉพาะการขึ้นลงของราคาหุ้น ไม่ได้นับเงินปันผลที่บริษัทจ่ายออกมา แต่ในความเป็นจริง เงินปันผลคือส่วนสำคัญมากของผลตอบแทนระยะยาวจากหุ้นไทย เพราะตลาดไทยขึ้นชื่อเรื่องอัตราปันผลที่ค่อนข้างสูงเทียบกับหลายประเทศ
ตรงนี้เองที่ SETTRI (SET Total Return Index) เข้ามา มันคือดัชนีที่สมมติว่าปันผลทุกบาทถูกนำกลับไปลงทุนซ้ำในตลาด จึงสะท้อนผลตอบแทนที่แท้จริงของนักลงทุนที่ถือยาวและรับปันผลมาลงทุนต่อ
บทเรียนใช้จริง: ช่วงที่หลายคนบ่นว่า "หุ้นไทยไม่ไปไหนมาหลายปี" มักดูจาก SET Index เปล่า แต่ถ้าดู SETTRI ที่รวมปันผลกลับมาลงทุนซ้ำ ภาพจะดูดีขึ้นพอสมควร ปันผลคือผลตอบแทนที่จ่ายเข้ากระเป๋าจริง อย่ามองข้ามมันเพราะข่าวรายวันไม่ค่อยพูดถึง
SET Index วัดทั้งกระดานหลัก, SET50/SET100 คือหุ้นใหญ่ 50/100 ตัวแรกที่สภาพคล่องสูง, mai …
ดัชนีตระกูล SET ถ่วงน้ำหนักด้วย market cap หุ้นยักษ์ไม่กี่ตัวจึงครองน้ำหนักส่วนใหญ่
SETTRI รวมปันผลกลับมาลงทุนซ้ำ ใช้เทียบผลงานกองทุนให้ยุติธรรมกว่า SET เปล่า
มือใหม่ควรเริ่มลงทุนตามดัชนีตัวไหน
มาถึงคำถามที่คุณอยากรู้จริง ๆ เราขอฟันธงแบบมีเหตุผล ไม่กั๊ก
| ถ้าคุณคือ | ดัชนีที่เหมาะเริ่ม | เพราะ |
|---|---|---|
| มือใหม่เงินก้อนแรก | กองดัชนี/ETF อิง SET50 หรือ SET100 | บลูชิปสภาพคล่องดี ค่าธรรมเนียมต่ำ ได้ภาพตลาดไทยส่วนใหญ่ |
| อยากได้ตลาดไทยทั้งกระดาน | กองที่อิง SET Index / SETTRI | กว้างสุด รวมหุ้นกลาง-เล็กเข้ามาด้วย |
| รับความเสี่ยงสูง ต้องการหุ้นโต | เพิ่ม mai เป็นส่วนเสริมเล็ก ๆ | โอกาสสูงแต่ผันผวนแรง ไม่ควรเป็นแกนหลัก |
คำแนะนำตรง ๆ ของเรา: เริ่มที่กองดัชนีหรือ ETF ที่อิง SET50 มันคือจุดเริ่มที่ผิดยากที่สุด — ต้นทุนต่ำ กระจายความเสี่ยงในหน่วยเดียว และเป็นตัวแทนตลาดไทยได้ดี ถ้ายังไม่แน่ใจว่า ETF ต่างจากกองทุนรวมยังไง อ่านETF คืออะไรก่อน จะเห็นภาพว่าทำไมกองดัชนีถึงชนะกอง active ในระยะยาวด้วยเรื่องค่าธรรมเนียมล้วน ๆ
และไม่ว่าจะเลือกดัชนีไหน หัวใจไม่ได้อยู่ที่จับจังหวะซื้อให้แม่น แต่อยู่ที่ทยอยซื้อสม่ำเสมอและถือยาว การซื้อเฉลี่ยรายเดือน (DCA) ช่วยตัดปัญหาจับจังหวะผิดออกไป อ่านวิธีทำจริงกับหุ้นไทยได้ที่DCA หุ้นไทย หรือลองกดตัวเลขแผนของตัวเองที่เครื่องมือวางแผน DCA
เปิดบัญชีกองทุนหรือบัญชีหุ้นออนไลน์ได้จากที่บ้าน มีกองดัชนี SET50 และ ETF ให้เลือก ตั้งซื้ออัตโนมัติรายเดือนได้ตั้งแต่หลักร้อยบาท เริ่มสะสมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเงินก้อนใหญ่