- Aswath Damodaran คือศาสตราจารย์การเงินแห่ง NYU Stern ที่ถูกเรียกว่า "คณบดีแห่ง valuation" — เขาเผยแพร่ชุดข้อมูล โมเดล และเลกเชอร์ให้ทุกคนใช้ฟรี อัปเดตทุกปี
- กรอบคิดหลักจากหนังสือ Narrative and Numbers: ทุกการประเมินมูลค่าต้องมีทั้ง "เรื่องราว" และ "ตัวเลข" — เรื่องราวที่ไม่มีตัวเลขคือนิทาน ตัวเลขที่ไม่มีเรื่องราวคือโมเดลลวงตา
- วิธีทำ: เล่าเรื่องธุรกิจให้ชัด → แปลงเป็นสมมติฐาน (โตเท่าไหร่ มาร์จินเท่าไหร่ เสี่ยงแค่ไหน) → คิดลดกระแสเงินสดออกมาเป็นมูลค่า → เทียบกับราคาที่ตลาดตั้ง
- ยอมรับความไม่แน่นอน: มูลค่าคือ "ช่วง" ไม่ใช่ตัวเลขเป๊ะ และต้องอัปเดตเมื่อเรื่องราวของธุรกิจเปลี่ยนไป
ใครคือ Aswath Damodaran
Aswath Damodaran (อัสวัธ ดาโมดารัน) เป็นศาสตราจารย์ด้านการเงินที่ NYU Stern School of Business มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สอนวิชาการประเมินมูลค่ากิจการ (valuation) และการเงินองค์กรมาต่อเนื่องหลายทศวรรษ จนวงการการเงินทั่วโลกเรียกเขาว่า "คณบดีแห่ง valuation" (Dean of Valuation) — ไม่ใช่เพราะตำแหน่งบริหาร แต่เพราะแทบทุกคนที่เรียนเรื่องการประเมินมูลค่าหุ้นอย่างจริงจัง ต้องผ่านตำรา ข้อมูล หรือเลกเชอร์ของเขาสักครั้ง
สิ่งที่ทำให้ดาโมดารันต่างจากกูรูการลงทุนทั่วไปคือ เขาแจกทุกอย่างฟรี — ชุดข้อมูลที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกใช้อ้างอิง เช่น ส่วนชดเชยความเสี่ยงของตลาดหุ้นแต่ละประเทศ อัตรากำไรและตัวชี้วัดรายอุตสาหกรรม ถูกอัปเดตและเผยแพร่บนเว็บไซต์ของเขาเป็นประจำทุกปี พร้อมสเปรดชีตโมเดลประเมินมูลค่าที่ใครก็ดาวน์โหลดไปใช้ได้ และคลิปการสอนคอร์สเต็มที่เปิดให้ดูโดยไม่เสียเงิน คนที่ไม่ได้เรียน MBA ที่นิวยอร์กจึงเข้าถึงเนื้อหาเดียวกับนักศึกษาของเขาได้จากทุกที่ในโลก
งานเขียนที่สรุปวิธีคิดของเขาได้กระชับที่สุดสำหรับนักลงทุนทั่วไปคือหนังสือ Narrative and Numbers ซึ่งเสนอกรอบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง: การประเมินมูลค่าที่ดีต้องเชื่อม "เรื่องราวของธุรกิจ" เข้ากับ "ตัวเลขทางการเงิน" ให้เป็นเนื้อเดียวกัน — บทความนี้จะพาไปดูว่ากรอบนี้เอามาใช้เลือกหุ้นอย่างไร
| มิติ | ภาพรวม (โดยสังเขป) |
|---|---|
| บทบาทหลัก | ศาสตราจารย์การเงินที่ NYU Stern สอนการประเมินมูลค่ากิจการและการเงินองค์กรต่อเนื่องหลายทศวรรษ |
| สิ่งที่ทำให้โดดเด่น | เผยแพร่ชุดข้อมูล สเปรดชีตโมเดล และเลกเชอร์คอร์สเต็มให้สาธารณะใช้ฟรี อัปเดตข้อมูลทุกปี |
| งานเขียนสำคัญ | Narrative and Numbers — กรอบเชื่อมเรื่องราวของธุรกิจเข้ากับตัวเลขในการประเมินมูลค่า |
| ฉายา | "คณบดีแห่ง valuation" — จากบทบาทผู้วางมาตรฐานวิชาประเมินมูลค่าให้คนทั่วโลกเข้าถึงได้ |
ตารางข้างบนเป็นภาพรวมเชิงบทบาท ไม่ใช่ประวัติเชิงตัวเลขแบบเจาะจงปี เพื่อเลี่ยงการอ้างข้อมูลที่คลาดเคลื่อน โปรดดูรายละเอียดจากเว็บไซต์และงานเขียนต้นทาง
กรอบคิด 5 ข้อ: เลือกหุ้นด้วยเรื่องราวและตัวเลข
วิธีเลือกหุ้นของดาโมดารันไม่ได้เริ่มจากกราฟหรือข่าว แต่เริ่มจากคำถามว่า "ธุรกิจนี้มีเรื่องราวอย่างไร และเรื่องราวนั้นแปลงเป็นตัวเลขได้ว่าเท่าไหร่" ห้าข้อต่อไปนี้คือแกนของกระบวนการทั้งหมด
1. ทุกการประเมินมูลค่าต้องมีทั้ง "เรื่องราว" และ "ตัวเลข"
หลักการ: คนเราแบ่งเป็นสองเผ่าโดยธรรมชาติ — นักเล่าเรื่องที่หลงใหลวิสัยทัศน์ของบริษัทจนลืมถามว่าตัวเลขรองรับไหม กับนักตัวเลขที่จมอยู่กับสเปรดชีตจนลืมถามว่าโมเดลนี้เล่าเรื่องธุรกิจแบบไหนอยู่ ดาโมดารันบอกว่าการประเมินมูลค่าที่ดีต้องใช้ทั้งสองซีก บริบท: เรื่องราวที่ไม่มีตัวเลขคือ "นิทาน" ที่พาเราจ่ายแพงเท่าไหร่ก็ได้ ส่วนตัวเลขที่ไม่มีเรื่องราวคือ "โมเดลลวงตา" ที่ดูแม่นเพราะมีทศนิยมหลายตำแหน่ง แต่ข้างในกลวงเพราะไม่มีตรรกะธุรกิจรองรับ ตัวอย่างการใช้: ก่อนซื้อหุ้นตัวใด ลองบังคับตัวเองเขียนเรื่องราวของบริษัทให้ได้ในไม่กี่ประโยค — ขายอะไร ให้ใคร ทำไมลูกค้าถึงจ่าย และจะโตจากอะไร — แล้วถามต่อทันทีว่า "เรื่องนี้ต้องใช้ตัวเลขแบบไหนถึงจะเป็นจริง"
2. แปลงเรื่องราวเป็นสมมติฐานที่วัดได้
หลักการ: หัวใจของกรอบนี้คือขั้นตอน "แปลงร่าง" — เอาเรื่องราวมาตีเป็นตัวแปรหลักสามกลุ่ม: โตเท่าไหร่ (รายได้จะขยายด้วยอัตราแค่ไหน นานเพียงใด) มาร์จินเท่าไหร่ (สุดท้ายธุรกิจนี้จะเหลือกำไรกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้) และ เสี่ยงแค่ไหน (กระแสเงินสดนั้นแน่นอนเพียงใด ควรคิดลดด้วยอัตราเท่าไร) บริบท: ขั้นตอนนี้คือตัวกรองชั้นดี เพราะเรื่องราวที่ฟังดูสวยหรูจำนวนมากจะ "แตก" ทันทีเมื่อถูกบังคับให้เป็นตัวเลข เช่น เรื่องราวที่บอกว่าบริษัทจะครองตลาดทั้งประเทศ ย่อมแปลว่ารายได้ต้องโตจนใหญ่กว่าทั้งอุตสาหกรรม — ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ตัวอย่างการใช้: ดาโมดารันเสนอให้ทดสอบเรื่องราวเป็นสามระดับ: เป็นไปได้ไหม (possible) มีเหตุผลไหม (plausible) และน่าจะเกิดจริงไหม (probable) — ยิ่งผ่านระดับลึกเท่าไร น้ำหนักที่ให้ในโมเดลยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
3. คิดลดกระแสเงินสด — มูลค่าคือเงินสดในอนาคตที่ถูกดึงกลับมาเป็นวันนี้
หลักการ: เมื่อได้สมมติฐานครบ ขั้นสุดท้ายคือการทำ DCF (Discounted Cash Flow) — ประมาณกระแสเงินสดที่ธุรกิจจะสร้างในอนาคต แล้ว "คิดลด" กลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบันด้วยอัตราที่สะท้อนความเสี่ยง ผลลัพธ์คือมูลค่าที่เราประเมินได้ของกิจการ บริบท: หลายคนกลัวคำว่า DCF เพราะคิดว่าต้องเก่งคณิตศาสตร์ แต่แก่นของมันเรียบง่าย: เงิน 100 บาทในอีกสิบปีข้างหน้ามีค่าน้อยกว่า 100 บาทวันนี้ และยิ่งเงินก้อนนั้นไม่แน่นอนเท่าไร ค่าปัจจุบันของมันยิ่งต่ำลงเท่านั้น — มันคือดอกเบี้ยทบต้นที่เดินย้อนกลับ ตัวอย่างการใช้: ไม่จำเป็นต้องสร้างโมเดลเองจากศูนย์ — ดาโมดารันเปิดสเปรดชีตให้ดาวน์โหลดฟรี สิ่งที่สำคัญกว่าเครื่องมือคือความซื่อสัตย์กับสมมติฐานที่ใส่เข้าไป เพราะโมเดลจะตอบตามที่เราป้อนเสมอ
4. ราคาไม่ใช่มูลค่า — ตลาดตั้งราคา เราประเมินมูลค่า
หลักการ: ดาโมดารันแยกสองเกมออกจากกันชัดเจน: เกมราคา (pricing game) ที่ราคาถูกกำหนดโดยอารมณ์ตลาด แรงซื้อขาย และโมเมนตัม กับ เกมมูลค่า (value game) ที่มูลค่าถูกประเมินจากกระแสเงินสด การเติบโต และความเสี่ยงของธุรกิจ บริบท: ทั้งสองเกมเล่นได้ แต่ปัญหาเกิดเมื่อคนสับสนว่าตัวเองเล่นเกมไหน — ซื้อเพราะราคากำลังวิ่ง (เกมราคา) แต่พอราคาร่วงกลับปลอบใจตัวเองว่าถือยาวเพื่อพื้นฐาน (เกมมูลค่า) ทั้งที่ไม่เคยประเมินมูลค่าเลยสักครั้ง ตัวอย่างการใช้: ก่อนกดซื้อ ถามตัวเองตรง ๆ ว่า "ฉันกำลังซื้อเพราะประเมินแล้วว่ามูลค่าสูงกว่าราคา หรือซื้อเพราะเดาว่าจะมีคนมาซื้อต่อแพงกว่า" คำตอบไม่มีถูกผิด แต่ต้องรู้ตัว เพราะสองเกมนี้ใช้เครื่องมือและวินัยคนละชุด
5. ยอมรับความไม่แน่นอน — ประเมินเป็นช่วง และอัปเดตเมื่อเรื่องราวเปลี่ยน
หลักการ: การประเมินมูลค่าไม่ใช่การหาคำตอบเป๊ะ ๆ หนึ่งตัวเลข แต่คือการประเมิน "ช่วง" ที่สมเหตุสมผลภายใต้ความไม่แน่นอน — การประเมินที่พอถูกในทิศทาง ดีกว่าการคำนวณที่แม่นยำแต่ผิดเรื่อง บริบท: ดาโมดารันย้ำว่าความไม่แน่นอนไม่ใช่ข้ออ้างให้เลิกประเมิน แต่เป็นเหตุผลว่าทำไมต้องประเมิน — เพราะยิ่งอนาคตพร่ามัว การมีกรอบตัวเลขคร่าว ๆ ยิ่งช่วยกันเราจากการจ่ายราคาที่เกินจริงแบบไร้เพดาน ตัวอย่างการใช้: ทำ valuation เป็นอย่างน้อยสามฉาก — ดี กลาง แย่ — แล้วดูว่าราคาตลาดวันนี้อยู่ตรงไหนของช่วงนั้น และเมื่อข้อเท็จจริงใหม่เข้ามา (งบออก คู่แข่งเปลี่ยน กฎเกณฑ์ใหม่) ให้กลับไปแก้เรื่องราวและตัวเลข ไม่ใช่ยึดติดกับมูลค่าเดิมที่เคยคำนวณไว้
มุมคิดที่ถูกอ้างถึงบ่อย — และความหมายที่ซ่อนอยู่
แนวคิดของดาโมดารันถูกแชร์ต่อกันมากในโลกออนไลน์ เราขอหยิบเฉพาะใจความที่มีที่มาชัดเจนจากงานเขียนของเขา โดยเรียบเรียงเป็นภาษาไทยเพื่อความเข้าใจ
เรื่องราวที่ไม่มีตัวเลขรองรับคือนิทาน ส่วนตัวเลขที่ไม่มีเรื่องราวรองรับก็เป็นเพียงแบบฝึกหัดสร้างโมเดลการเงิน
— เรียบเรียงจากใจความหลักในหนังสือ Narrative and Numbers ของ Aswath Damodaran
นี่คือประโยคที่สรุปทั้งเล่มไว้ในบรรทัดเดียว ในตลาดหุ้นเราเจอทั้งสองขั้วเสมอ — หุ้นที่ราคาวิ่งด้วย "เรื่องเล่า" ล้วน ๆ โดยไม่มีใครถามถึงกำไร และบทวิเคราะห์ที่เต็มไปด้วยตัวเลขแต่ตอบไม่ได้ว่าธุรกิจนี้ชนะเพราะอะไร กรอบของดาโมดารันบังคับให้สองสิ่งนี้ตรวจสอบกันเอง: เรื่องราวคุมไม่ให้ตัวเลขเพ้อเจ้อ ตัวเลขคุมไม่ให้เรื่องราวเกินจริง
ราคาเป็นสิ่งที่ตลาดกำหนดจากอารมณ์และแรงซื้อขาย ส่วนมูลค่าเป็นสิ่งที่เราประเมินจากกระแสเงินสด การเติบโต และความเสี่ยงของธุรกิจ
— เรียบเรียงจากแนวคิด price vs value ที่ Damodaran สอนและเขียนถึงต่อเนื่อง
ความหมายเชิงปฏิบัติคือ ราคาบนกระดานไม่ใช่ "คำตัดสิน" ว่าหุ้นถูกหรือแพง มันเป็นเพียงข้อเสนอของตลาด ณ วินาทีนั้น หน้าที่ของนักลงทุนสายมูลค่าคือทำการบ้านของตัวเองให้มีตัวเลขไว้เทียบ — ถ้าไม่มีมูลค่าที่ประเมินเอง เราจะไม่มีวันรู้ว่ากำลังได้ของถูกหรือกำลังจ่ายแพง แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลัก "ราคาคือสิ่งที่จ่าย มูลค่าคือสิ่งที่ได้" ของ Warren Buffett แต่ดาโมดารันเพิ่มสิ่งที่บัฟเฟตต์ไม่ได้แจกแจงเป็นขั้นตอน: เครื่องมือและกระบวนการที่คนธรรมดาทำตามได้จริง
อีกจุดที่เขาย้ำเสมอคือ ความถ่อมตัวต่อความไม่แน่นอน — การประเมินมูลค่าทุกครั้งมีโอกาสผิด และนั่นไม่ใช่ความล้มเหลวของวิธีการ แต่เป็นธรรมชาติของการมองอนาคต สิ่งที่ทำได้คือประเมินเป็นช่วง เปิดเผยสมมติฐานของตัวเองตรง ๆ และพร้อมแก้เมื่อข้อมูลใหม่มาถึง ท่าทีแบบนี้ตรงข้ามกับกูรูที่ฟันธงราคาเป้าหมายเป๊ะ ๆ โดยไม่เคยบอกว่าคิดมาจากอะไร
บทเรียนสำหรับนักลงทุนไทย
กรอบเรื่องราวและตัวเลขเกิดในตลาดสหรัฐที่ข้อมูลลึกและเปิดกว้าง การใช้กับหุ้นไทยต้องปรับบางจุด และมีบางกับดักที่ตลาดบ้านเรามีเป็นพิเศษ
- เริ่มจากธุรกิจไทยที่คุณเล่าเรื่องได้จริง — ค้าปลีก โรงพยาบาล ธนาคาร ร้านสะดวกซื้อ คือธุรกิจที่คุณเห็นลูกค้าจริงทุกวัน จงเริ่มฝึกเล่าเรื่องจากสิ่งเหล่านี้ แล้วบังคับตัวเองเปิดงบดูว่าตัวเลขตรงกับเรื่องที่เล่าไหม — พื้นฐานการอ่านงบเริ่มได้ที่ อ่านงบการเงินฉบับนักลงทุน
- อัตราส่วนถูก ๆ ไม่ใช่มูลค่า — P/E ต่ำ P/BV ต่ำ คือ "การตีราคาเทียบ" (pricing) ไม่ใช่การประเมินมูลค่า หุ้นถูกอาจถูกเพราะสมควรถูก ถ้าเรื่องราวของธุรกิจกำลังแย่ลง อัตราส่วนต่ำก็คือกับดัก — เข้าใจเครื่องมือเหล่านี้ให้ถูกวิธีที่ P/E, P/BV และ ROE ใช้อย่างไรให้ถูก
- ตลาดไทยมี "หุ้นเรื่องเล่า" ไม่น้อย — หุ้นที่วิ่งด้วยข่าวดีล วิสัยทัศน์ หรือกระแส โดยงบยังไม่มีอะไรรองรับ ให้ใช้เกณฑ์สามระดับของดาโมดารัน: เรื่องนี้เป็นไปได้ไหม มีเหตุผลไหม และน่าจะเกิดจริงไหม — เรื่องราวที่หยุดอยู่แค่ "เป็นไปได้" ควรได้น้ำหนักในพอร์ตน้อยมากหรือไม่ได้เลย
- ถ้ายังไม่พร้อมประเมินเอง อย่าฝืน — การทำ DCF ต้องใช้เวลาและการฝึก ถ้ายังไม่ถึงจุดนั้น การกระจายความเสี่ยงผ่านกองทุนดัชนีต้นทุนต่ำเป็นจุดตั้งต้นที่สมเหตุสมผลกว่าการเดาราคา อ่านพื้นฐานได้ที่ ETF คืออะไร แล้วค่อยฝึกประเมินมูลค่าด้วยเงินส่วนน้อยของพอร์ต
ทุกการประเมินมูลค่าต้องมีทั้งเรื่องราวและตัวเลข — ขาดข้างใดข้างหนึ่งคือนิทานหรือโมเดลลวงตา…
แปลงเรื่องราวเป็นสมมติฐาน: โตเท่าไหร่ มาร์จินเท่าไหร่ เสี่ยงแค่ไหน แล้วคิดลดกระแสเงินสด…
ราคาคือสิ่งที่ตลาดตั้ง มูลค่าคือสิ่งที่เราประเมิน — ประเมินเป็นช่วง และอัปเดตเมื่อเรื่องราวเปลี่ยน…
นำไปใช้กับพอร์ตคุณ
กรอบเรื่องราวและตัวเลขจะมีค่าก็ต่อเมื่อกลายเป็นกิจวัตรก่อนตัดสินใจจริง ตารางนี้สรุปหลักคิดแต่ละข้อเป็นการกระทำที่จับต้องได้ โดยยึดกรอบว่าเป็นการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล
| หลักคิดของดาโมดารัน | การประยุกต์ใช้กับพอร์ตของคุณ |
|---|---|
| 1. เรื่องราว + ตัวเลข | ก่อนซื้อ เขียนเรื่องราวธุรกิจให้ได้ในไม่กี่ประโยค แล้วถามว่า "เรื่องนี้ต้องใช้ตัวเลขแบบไหนถึงจะจริง" — เล่าไม่ได้ = ยังไม่ควรซื้อ |
| 2. แปลง story เป็นสมมติฐาน | ตีเรื่องราวเป็นสามตัวแปร: โตเท่าไหร่ มาร์จินเท่าไหร่ เสี่ยงแค่ไหน — แล้วทดสอบว่าเป็นไปได้ / มีเหตุผล / น่าจะเกิดจริง |
| 3. คิดลดกระแสเงินสด | ใช้โมเดล DCF อย่างง่าย (ดาโมดารันแจกสเปรดชีตฟรี) — โฟกัสที่ความซื่อสัตย์ของสมมติฐาน ไม่ใช่ความละเอียดของโมเดล |
| 4. ราคา ≠ มูลค่า | ถามตัวเองทุกครั้งว่ากำลังเล่นเกมไหน: ซื้อเพราะมูลค่าสูงกว่าราคา หรือซื้อเพราะเดาว่าจะมีคนซื้อต่อแพงกว่า — ต้องรู้ตัวก่อนกด |
| 5. ประเมินเป็นช่วง อัปเดตเสมอ | ทำ valuation อย่างน้อยสามฉาก ดี-กลาง-แย่ แล้วดูว่าราคาตลาดอยู่ตรงไหน — งบใหม่ออกหรือเรื่องราวเปลี่ยน ให้กลับมาแก้ตัวเลข |
สรุปห้าหลักคิดจากบทความให้เป็นเช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจแต่ละครั้ง — ใช้เพื่อฝึกวินัยการประเมิน ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล
- ฝึกอ่านตัวเลขพื้นฐานให้แน่นก่อน — เรื่องราวจะแปลงเป็นสมมติฐานได้ ต้องอ่านงบและอัตราส่วนออก เริ่มที่ อ่านงบการเงินฉบับนักลงทุน และ P/E, P/BV และ ROE ใช้อย่างไรให้ถูก
- เข้าใจการคิดลดผ่านดอกเบี้ยทบต้น — DCF คือทบต้นที่เดินย้อนกลับ ลองเล่นกับตัวเลขเพื่อสร้างสัญชาตญาณเรื่องมูลค่าของเวลาที่ เครื่องคำนวณดอกเบี้ยทบต้น
- รู้ขีดความเสี่ยงของตัวเองก่อนใส่เงินจริง — สมมติฐานเรื่อง "เสี่ยงแค่ไหน" เริ่มที่ตัวเราเองด้วย ประเมินระดับความเสี่ยงที่รับได้ที่ แบบประเมินความเสี่ยงการลงทุน แล้วจัดสัดส่วนหุ้นรายตัวให้พอดีตัว
ลองใส่เงินต้นและระยะเวลา แล้วดูว่าเงินวันนี้โตเป็นเท่าไหร่ในอนาคต — จากนั้นคิดกลับด้าน: เงินในอนาคตก้อนเดียวกันมีค่าเป็นเท่าไหร่ในวันนี้ นั่นคือแก่นของ DCF ที่ดาโมดารันใช้ประเมินมูลค่าหุ้น
- Narrative and Numbers: The Value of Stories in Business โดย Aswath Damodaran — หนังสือหลักที่วางกรอบเชื่อมเรื่องราวเข้ากับตัวเลขในการประเมินมูลค่า
- Damodaran Online — เว็บไซต์ของเขาที่ NYU Stern รวมชุดข้อมูลอัปเดตรายปี สเปรดชีตโมเดลประเมินมูลค่า และคลิปคอร์สเต็ม เปิดให้ใช้ฟรีที่ pages.stern.nyu.edu/~adamodar
- บล็อก Musings on Markets — บันทึกที่ดาโมดารันเผยแพร่การประเมินมูลค่ากิจการจริงพร้อมเปิดสมมติฐานให้เห็นทุกขั้น เหมาะใช้เป็นตัวอย่างฝึกตาม
ข้อจำกัดความรับผิด: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้เชิงวิธีคิดในการเลือกหุ้นเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล และไม่ใช่การชักชวนให้ซื้อขายหลักทรัพย์ กองทุน หรือผลิตภัณฑ์ใด ๆ โดยเฉพาะ การอ้างถึง Aswath Damodaran เป็นการอ้างอิงงานเขียนและสื่อการสอนที่เผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อการศึกษา ไม่ได้แสดงถึงความเกี่ยวข้องหรือการรับรองจากบุคคลดังกล่าว ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันผลตอบแทนในอนาคต การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้ ควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงที่รับได้ด้วยตนเอง หรือปรึกษาผู้ได้รับใบอนุญาตก่อนตัดสินใจ คำเตือนจาก ก.ล.ต.: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน