สรุปใน 30 วินาที
  • DSR = ภาระผ่อนหนี้ทั้งหมดต่อเดือน ÷ รายได้สุทธิต่อเดือน × 100 — ธนาคารดูตัวเลขนี้ก่อนอนุมัติสินเชื่อ
  • เกณฑ์ที่พบทั่วไป: ต่ำกว่า 40% โอกาสสูงมาก, 40–50% ดี, เกิน 70% มักถูกปฏิเสธ
  • ธนาคารคำนวณ DSR หลังรวมหนี้ใหม่ และดึงหนี้จริงจากเครดิตบูโร ไม่ใช่แค่ที่คุณแจ้ง
  • ตั้งเพดานในใจไว้ไม่เกิน 40–50% ต่อให้ธนาคารยอมสูงกว่า — ที่เหลือคือกันชนของคุณเอง
แหล่งอ้างอิง เกณฑ์ เพดานตามกฎหมาย และเงื่อนไขในบทความนี้ อ้างอิงกรอบจากประกาศของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) — ตัวเลขและเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบฉบับล่าสุดจากเว็บไซต์หน่วยงานและผู้ให้บริการโดยตรง (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569)
การเปิดเผยข้อมูล: บทความนี้ให้ความรู้เพื่อประกอบการตัดสินใจ และอาจมีลิงก์พันธมิตรไปยังผู้ให้บริการสินเชื่อ หากคุณสมัครผ่านลิงก์เราอาจได้รับค่าแนะนำโดยคุณไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม — แต่เกณฑ์ DSR ที่เราอธิบายนี้เป็นตัวเลขของธนาคารจริง ไม่ได้ปรับให้ดูง่ายเพื่อเชียร์กู้ คำเตือน: กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

DSR / DTI คืออะไร และทำไมธนาคารดูก่อนอย่างอื่น

DSR ย่อมาจาก Debt Service Ratio หรือ "อัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้" บางที่เรียก DTI (Debt-to-Income) ความหมายเหมือนกัน คือสัดส่วนที่บอกว่าในรายได้แต่ละเดือนของคุณ ต้องเอาไปผ่อนหนี้ทุกก้อนรวมกันกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้ารายได้ 40,000 บาท และผ่อนหนี้รวมเดือนละ 16,000 บาท DSR ของคุณคือ 40%

เหตุผลที่ธนาคารดูตัวเลขนี้ก่อนแทบทุกอย่าง เพราะมันตอบคำถามสำคัญที่สุดในการปล่อยกู้: "คนนี้ยังมีเนื้อที่ในกระเป๋าพอจะรับหนี้ก้อนใหม่ไหวไหม" เครดิตดีบอกว่าคุณ เคย จ่ายตรง แต่ DSR บอกว่าคุณ ยัง จ่ายไหวหรือเปล่า สองอย่างนี้คนละเรื่องกัน คนเครดิตดีที่ผ่อนหนี้เต็มเพดานแล้วก็ถูกปฏิเสธได้ เพราะไม่เหลือช่องให้หนี้ใหม่

คำนวณ DSR ยังไง — สูตรและตัวอย่างจริง

สูตรตรงไปตรงมา:

DSR = (ภาระผ่อนหนี้ทั้งหมดต่อเดือน ÷ รายได้สุทธิต่อเดือน) × 100

สมมติคุณมีรายได้ต่อเดือน 50,000 บาท และมีภาระผ่อนดังนี้: ผ่อนรถ 8,000 บาท ผ่อนบัตรเครดิตขั้นต่ำ 3,000 บาท สินเชื่อส่วนบุคคล 5,000 บาท รวมเป็น 16,000 บาทต่อเดือน DSR ปัจจุบันของคุณคือ 16,000 ÷ 50,000 = 32% หมายความว่ายังเหลือช่องให้หนี้ใหม่พอสมควร

ทีนี้ถ้าคุณจะยื่นกู้บ้านที่ค่างวดราว 15,000 บาทต่อเดือน ธนาคารจะคำนวณ DSR หลังรวมหนี้ใหม่: (16,000 + 15,000) ÷ 50,000 = 62% ตัวเลขนี้ต่างหากที่ธนาคารตัดสิน ไม่ใช่ 32% ก่อนกู้ อยากลองไล่ตัวเลขค่างวดของหนี้แต่ละก้อน ลองใช้เครื่องมือวางแผนปลดหนี้หรือคำนวณค่างวดสินเชื่อบ้านประกอบ

ภาพเทียบ DSR จากตัวอย่าง: ก่อนกู้ 32% เทียบกับหลังรวมค่างวดบ้านใหม่ 62% และเพดานในใจที่แนะนำ 40%

ธนาคารรับได้กี่เปอร์เซ็นต์ (40–70%)

ไม่มีตัวเลขตายตัวเดียวทั้งอุตสาหกรรม เพราะแต่ละธนาคารและแต่ละผลิตภัณฑ์ตั้งเพดานต่างกัน แต่กรอบที่พบทั่วไปในตลาดไทยเป็นแบบนี้ (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้ง):

ช่วง DSRโอกาสอนุมัติสิ่งที่ธนาคารมักคิด
ต่ำกว่า 40%สูงมากมีเนื้อที่กระเป๋าเหลือ ความเสี่ยงต่ำ
40–50%ดีเกณฑ์มาตรฐานของสินเชื่อบ้าน/รถทั่วไป
50–60%ปานกลางต้องมีรายได้สูงหรือหลักประกันดีจึงผ่าน
60–70%ต่ำเพดานบนสุดที่บางเจ้ายอมรับ เฉพาะรายได้สูง
เกิน 70%ต่ำมากตึงเกินไป ปฏิเสธเป็นส่วนใหญ่

มีหลักคร่าว ๆ ที่ธนาคารหลายแห่งใช้: ยิ่งรายได้สูง ยิ่งยอมให้ DSR สูงได้ เพราะคนรายได้ 150,000 บาทที่ DSR 60% ยังเหลือเงินใช้จริง 60,000 บาท ต่างจากคนรายได้ 20,000 บาทที่ DSR 60% เหลือแค่ 8,000 บาทซึ่งแทบไม่พอใช้ชีวิต ตัวเลขเปอร์เซ็นต์เดียวกันจึงมีความเสี่ยงต่างกันมาก

เกณฑ์ในใจที่แนะนำ ไม่ใช่แค่เกณฑ์ธนาคารต่อให้ธนาคารยอมอนุมัติที่ DSR 65% เราแนะนำให้คุณตั้งเพดานในใจตัวเองไว้ไม่เกิน 40–50% เพราะที่เหลือคือกันชนสำหรับเหตุไม่คาดฝัน DSR ที่ผ่านอนุมัติกับ DSR ที่อยู่สบายเป็นคนละตัวเลข

รวมหนี้อะไรบ้าง — และตัวที่คนมักลืม

ตอนคำนวณเอง คนมักนับแค่หนี้ก้อนใหญ่ที่นึกออก แล้วประหลาดใจว่าทำไมธนาคารคำนวณได้สูงกว่า สิ่งที่นับรวมใน DSR ได้แก่:

  • ค่างวดสินเชื่อบ้าน / คอนโด — รวมทั้งบ้านหลังปัจจุบันและที่กำลังจะกู้
  • ค่างวดรถ / มอเตอร์ไซค์ / สินเชื่อทะเบียนรถ
  • สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรกดเงินสดทุกใบ
  • ยอดผ่อนขั้นต่ำของบัตรเครดิต — ธนาคารมักคิดที่ 5–10% ของยอดคงค้าง ไม่ใช่ยอดที่คุณตั้งใจจ่ายจริง นี่คือตัวที่คนลืมบ่อยที่สุด
  • ค้ำประกันหนี้ให้คนอื่น — ในบางกรณีถูกนำมาคิดเป็นภาระของคุณด้วย ถ้าคุณค้ำให้ใครอยู่ อ่านความเสี่ยงของการเป็นผู้ค้ำประกันเพิ่ม
ระวังบัตรเครดิตที่ "รูดเต็มแล้วจ่ายขั้นต่ำ"บัตรวงเงิน 100,000 บาทที่คุณรูดเต็มและจ่ายขั้นต่ำ อาจถูกคิดเป็นภาระ 5,000–10,000 บาทต่อเดือนใน DSR ทั้งที่คุณรู้สึกว่า "จ่ายนิดเดียว" นี่เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่คนยื่นกู้บ้านไม่ผ่านทั้งที่รายได้ดี

วิธีลด DSR ให้ผ่านอนุมัติ

ถ้าคำนวณแล้ว DSR สูงเกินเกณฑ์ อย่าเพิ่งยื่น เพราะการยื่นแล้วถูกปฏิเสธจะทิ้งร่องรอยการสอบถามในเครดิตบูโร ทำแบบนี้ก่อน:

  1. ปิดหนี้ก้อนเล็กดอกสูงให้หมดก่อน — บัตรกดเงินสดหรือสินเชื่อส่วนบุคคลก้อนเล็กที่ค่างวดสูงเทียบกับยอด ปิดตัวเดียวอาจดึง DSR ลงหลายเปอร์เซ็นต์ทันที
  2. รวมหนี้หลายก้อนเป็นก้อนเดียวดอกต่ำกว่า — ถ้าทำถูกวิธี ค่างวดรวมต่อเดือนจะลดลง อ่านแนวทางในรวมหนี้เป็นก้อนเดียวก่อนตัดสินใจ
  3. ยืดระยะเวลาผ่อนของหนี้ที่มีอยู่ — ค่างวดต่อเดือนลดลง DSR ลดลง แต่ต้องยอมรับว่าดอกรวมตลอดสัญญาจะเพิ่ม ใช้เท่าที่จำเป็นเพื่อผ่านด่านเท่านั้น
  4. เพิ่มรายได้ที่พิสูจน์ได้ — สลิปเงินเดือน รายการเดินบัญชี หรือกู้ร่วมกับคู่สมรสที่มีรายได้ จะเพิ่มตัวหารในสูตร ทำให้ DSR ลดลง
  5. อย่ารูดบัตรก้อนใหญ่ก่อนยื่นกู้ — ยอดคงค้างบัตรที่พุ่งขึ้นในเดือนที่ยื่น จะดัน DSR ขึ้นทันที เคลียร์บัตรให้โล่งก่อนยื่นอย่างน้อยหนึ่งรอบบิล
ก่อนยื่นกู้ — เช็กว่าค่างวดใหม่จะดัน DSR คุณไปเท่าไหร่

ลองคำนวณค่างวดของหนี้ที่กำลังจะกู้ แล้วบวกกับภาระเดิม เพื่อดูว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ธนาคารรับได้หรือไม่ก่อนยื่นจริง

เทียบข้อเสนอสินเชื่อ
ย้ำ 3 ประเด็นก่อนตัดสินใจ
1

DSR = ภาระผ่อนหนี้ทั้งหมดต่อเดือน ÷ รายได้สุทธิต่อเดือน × 100 — ธนาคารดูตัวเลขนี้ก่อนอนุ…

2

เกณฑ์ที่พบทั่วไป: ต่ำกว่า 40% โอกาสสูงมาก, 40–50% ดี, เกิน 70% มักถูกปฏิเสธ

3

ธนาคารคำนวณ DSR หลังรวมหนี้ใหม่ และดึงหนี้จริงจากเครดิตบูโร ไม่ใช่แค่ที่คุณแจ้ง

DSR เชื่อมกับเครดิตบูโรยังไง

หลายคนสับสนสองอย่างนี้ ทั้งที่มันทำงานร่วมกัน เครดิตบูโร (NCB) เก็บ ประวัติ ว่าคุณมีหนี้อะไรบ้าง ยอดคงเหลือเท่าไหร่ และจ่ายตรงหรือค้าง ส่วน DSR คือ การคำนวณ ที่ธนาคารเอาข้อมูลหนี้จากเครดิตบูโรมาหารกับรายได้ที่คุณแจ้ง

พูดง่าย ๆ คือธนาคารไม่ได้เชื่อแค่ที่คุณบอก เขาดึงรายงานเครดิตบูโรมาดูว่าจริง ๆ คุณมีหนี้กี่ก้อน ยอดเท่าไหร่ แล้วคำนวณ DSR จากของจริงนั้น ดังนั้นการ "ลืมแจ้ง" หนี้บางก้อนจึงไม่ช่วยอะไร เพราะมันโผล่ในรายงานอยู่ดี และการปกปิดยังทำให้ธนาคารมองว่าคุณไม่โปร่งใส

ข้อดีคือคุณขอตรวจเครดิตบูโรของตัวเองได้ก่อนยื่นกู้ เพื่อเห็นภาพเดียวกับที่ธนาคารเห็น จะได้คำนวณ DSR ล่วงหน้าและแก้ให้เข้าเกณฑ์ก่อน ถ้าเคยยื่นกู้บ้านแล้วไม่ผ่าน ลองอ่านกู้บ้านไม่ผ่านทำยังไงต่อซึ่งมักมีต้นเหตุมาจาก DSR สูงเกินนี่แหละ

สรุปจุดยืนของเรา: DSR ไม่ใช่แค่ด่านที่ต้องผ่านเพื่อให้ธนาคารอนุมัติ แต่เป็นมาตรวัดสุขภาพหนี้ที่คุณควรดูให้ตัวเองก่อนธนาคารจะดู ถ้า DSR เกิน 40% เมื่อไหร่ นั่นคือสัญญาณให้หยุดก่อหนี้ใหม่ ไม่ใช่สัญญาณให้ไปหาธนาคารที่ยอมปล่อยสูงกว่า ตัวเลขและเกณฑ์ทั้งหมดในบทความเป็นค่าประมาณการทั่วไป ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบกับสถาบันการเงินอีกครั้งก่อนตัดสินใจ

สินเชื่อ · คุณสมบัติอ่านจบแล้ว ลองใช้เครื่องมือคำนวณของเราต่อ หรือดูบทความแนะนำในแถบข้าง