- DSR = ภาระผ่อนหนี้ทั้งหมดต่อเดือน ÷ รายได้สุทธิต่อเดือน × 100 — ธนาคารดูตัวเลขนี้ก่อนอนุมัติสินเชื่อ
- เกณฑ์ที่พบทั่วไป: ต่ำกว่า 40% โอกาสสูงมาก, 40–50% ดี, เกิน 70% มักถูกปฏิเสธ
- ธนาคารคำนวณ DSR หลังรวมหนี้ใหม่ และดึงหนี้จริงจากเครดิตบูโร ไม่ใช่แค่ที่คุณแจ้ง
- ตั้งเพดานในใจไว้ไม่เกิน 40–50% ต่อให้ธนาคารยอมสูงกว่า — ที่เหลือคือกันชนของคุณเอง
DSR / DTI คืออะไร และทำไมธนาคารดูก่อนอย่างอื่น
DSR ย่อมาจาก Debt Service Ratio หรือ "อัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้" บางที่เรียก DTI (Debt-to-Income) ความหมายเหมือนกัน คือสัดส่วนที่บอกว่าในรายได้แต่ละเดือนของคุณ ต้องเอาไปผ่อนหนี้ทุกก้อนรวมกันกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้ารายได้ 40,000 บาท และผ่อนหนี้รวมเดือนละ 16,000 บาท DSR ของคุณคือ 40%
เหตุผลที่ธนาคารดูตัวเลขนี้ก่อนแทบทุกอย่าง เพราะมันตอบคำถามสำคัญที่สุดในการปล่อยกู้: "คนนี้ยังมีเนื้อที่ในกระเป๋าพอจะรับหนี้ก้อนใหม่ไหวไหม" เครดิตดีบอกว่าคุณ เคย จ่ายตรง แต่ DSR บอกว่าคุณ ยัง จ่ายไหวหรือเปล่า สองอย่างนี้คนละเรื่องกัน คนเครดิตดีที่ผ่อนหนี้เต็มเพดานแล้วก็ถูกปฏิเสธได้ เพราะไม่เหลือช่องให้หนี้ใหม่
คำนวณ DSR ยังไง — สูตรและตัวอย่างจริง
สูตรตรงไปตรงมา:
สมมติคุณมีรายได้ต่อเดือน 50,000 บาท และมีภาระผ่อนดังนี้: ผ่อนรถ 8,000 บาท ผ่อนบัตรเครดิตขั้นต่ำ 3,000 บาท สินเชื่อส่วนบุคคล 5,000 บาท รวมเป็น 16,000 บาทต่อเดือน DSR ปัจจุบันของคุณคือ 16,000 ÷ 50,000 = 32% หมายความว่ายังเหลือช่องให้หนี้ใหม่พอสมควร
ทีนี้ถ้าคุณจะยื่นกู้บ้านที่ค่างวดราว 15,000 บาทต่อเดือน ธนาคารจะคำนวณ DSR หลังรวมหนี้ใหม่: (16,000 + 15,000) ÷ 50,000 = 62% ตัวเลขนี้ต่างหากที่ธนาคารตัดสิน ไม่ใช่ 32% ก่อนกู้ อยากลองไล่ตัวเลขค่างวดของหนี้แต่ละก้อน ลองใช้เครื่องมือวางแผนปลดหนี้หรือคำนวณค่างวดสินเชื่อบ้านประกอบ
ภาพเทียบ DSR จากตัวอย่าง: ก่อนกู้ 32% เทียบกับหลังรวมค่างวดบ้านใหม่ 62% และเพดานในใจที่แนะนำ 40%
ธนาคารรับได้กี่เปอร์เซ็นต์ (40–70%)
ไม่มีตัวเลขตายตัวเดียวทั้งอุตสาหกรรม เพราะแต่ละธนาคารและแต่ละผลิตภัณฑ์ตั้งเพดานต่างกัน แต่กรอบที่พบทั่วไปในตลาดไทยเป็นแบบนี้ (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้ง):
| ช่วง DSR | โอกาสอนุมัติ | สิ่งที่ธนาคารมักคิด |
|---|---|---|
| ต่ำกว่า 40% | สูงมาก | มีเนื้อที่กระเป๋าเหลือ ความเสี่ยงต่ำ |
| 40–50% | ดี | เกณฑ์มาตรฐานของสินเชื่อบ้าน/รถทั่วไป |
| 50–60% | ปานกลาง | ต้องมีรายได้สูงหรือหลักประกันดีจึงผ่าน |
| 60–70% | ต่ำ | เพดานบนสุดที่บางเจ้ายอมรับ เฉพาะรายได้สูง |
| เกิน 70% | ต่ำมาก | ตึงเกินไป ปฏิเสธเป็นส่วนใหญ่ |
มีหลักคร่าว ๆ ที่ธนาคารหลายแห่งใช้: ยิ่งรายได้สูง ยิ่งยอมให้ DSR สูงได้ เพราะคนรายได้ 150,000 บาทที่ DSR 60% ยังเหลือเงินใช้จริง 60,000 บาท ต่างจากคนรายได้ 20,000 บาทที่ DSR 60% เหลือแค่ 8,000 บาทซึ่งแทบไม่พอใช้ชีวิต ตัวเลขเปอร์เซ็นต์เดียวกันจึงมีความเสี่ยงต่างกันมาก
รวมหนี้อะไรบ้าง — และตัวที่คนมักลืม
ตอนคำนวณเอง คนมักนับแค่หนี้ก้อนใหญ่ที่นึกออก แล้วประหลาดใจว่าทำไมธนาคารคำนวณได้สูงกว่า สิ่งที่นับรวมใน DSR ได้แก่:
- ค่างวดสินเชื่อบ้าน / คอนโด — รวมทั้งบ้านหลังปัจจุบันและที่กำลังจะกู้
- ค่างวดรถ / มอเตอร์ไซค์ / สินเชื่อทะเบียนรถ
- สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรกดเงินสดทุกใบ
- ยอดผ่อนขั้นต่ำของบัตรเครดิต — ธนาคารมักคิดที่ 5–10% ของยอดคงค้าง ไม่ใช่ยอดที่คุณตั้งใจจ่ายจริง นี่คือตัวที่คนลืมบ่อยที่สุด
- ค้ำประกันหนี้ให้คนอื่น — ในบางกรณีถูกนำมาคิดเป็นภาระของคุณด้วย ถ้าคุณค้ำให้ใครอยู่ อ่านความเสี่ยงของการเป็นผู้ค้ำประกันเพิ่ม
วิธีลด DSR ให้ผ่านอนุมัติ
ถ้าคำนวณแล้ว DSR สูงเกินเกณฑ์ อย่าเพิ่งยื่น เพราะการยื่นแล้วถูกปฏิเสธจะทิ้งร่องรอยการสอบถามในเครดิตบูโร ทำแบบนี้ก่อน:
- ปิดหนี้ก้อนเล็กดอกสูงให้หมดก่อน — บัตรกดเงินสดหรือสินเชื่อส่วนบุคคลก้อนเล็กที่ค่างวดสูงเทียบกับยอด ปิดตัวเดียวอาจดึง DSR ลงหลายเปอร์เซ็นต์ทันที
- รวมหนี้หลายก้อนเป็นก้อนเดียวดอกต่ำกว่า — ถ้าทำถูกวิธี ค่างวดรวมต่อเดือนจะลดลง อ่านแนวทางในรวมหนี้เป็นก้อนเดียวก่อนตัดสินใจ
- ยืดระยะเวลาผ่อนของหนี้ที่มีอยู่ — ค่างวดต่อเดือนลดลง DSR ลดลง แต่ต้องยอมรับว่าดอกรวมตลอดสัญญาจะเพิ่ม ใช้เท่าที่จำเป็นเพื่อผ่านด่านเท่านั้น
- เพิ่มรายได้ที่พิสูจน์ได้ — สลิปเงินเดือน รายการเดินบัญชี หรือกู้ร่วมกับคู่สมรสที่มีรายได้ จะเพิ่มตัวหารในสูตร ทำให้ DSR ลดลง
- อย่ารูดบัตรก้อนใหญ่ก่อนยื่นกู้ — ยอดคงค้างบัตรที่พุ่งขึ้นในเดือนที่ยื่น จะดัน DSR ขึ้นทันที เคลียร์บัตรให้โล่งก่อนยื่นอย่างน้อยหนึ่งรอบบิล
ลองคำนวณค่างวดของหนี้ที่กำลังจะกู้ แล้วบวกกับภาระเดิม เพื่อดูว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ธนาคารรับได้หรือไม่ก่อนยื่นจริง
DSR = ภาระผ่อนหนี้ทั้งหมดต่อเดือน ÷ รายได้สุทธิต่อเดือน × 100 — ธนาคารดูตัวเลขนี้ก่อนอนุ…
เกณฑ์ที่พบทั่วไป: ต่ำกว่า 40% โอกาสสูงมาก, 40–50% ดี, เกิน 70% มักถูกปฏิเสธ
ธนาคารคำนวณ DSR หลังรวมหนี้ใหม่ และดึงหนี้จริงจากเครดิตบูโร ไม่ใช่แค่ที่คุณแจ้ง
DSR เชื่อมกับเครดิตบูโรยังไง
หลายคนสับสนสองอย่างนี้ ทั้งที่มันทำงานร่วมกัน เครดิตบูโร (NCB) เก็บ ประวัติ ว่าคุณมีหนี้อะไรบ้าง ยอดคงเหลือเท่าไหร่ และจ่ายตรงหรือค้าง ส่วน DSR คือ การคำนวณ ที่ธนาคารเอาข้อมูลหนี้จากเครดิตบูโรมาหารกับรายได้ที่คุณแจ้ง
พูดง่าย ๆ คือธนาคารไม่ได้เชื่อแค่ที่คุณบอก เขาดึงรายงานเครดิตบูโรมาดูว่าจริง ๆ คุณมีหนี้กี่ก้อน ยอดเท่าไหร่ แล้วคำนวณ DSR จากของจริงนั้น ดังนั้นการ "ลืมแจ้ง" หนี้บางก้อนจึงไม่ช่วยอะไร เพราะมันโผล่ในรายงานอยู่ดี และการปกปิดยังทำให้ธนาคารมองว่าคุณไม่โปร่งใส
ข้อดีคือคุณขอตรวจเครดิตบูโรของตัวเองได้ก่อนยื่นกู้ เพื่อเห็นภาพเดียวกับที่ธนาคารเห็น จะได้คำนวณ DSR ล่วงหน้าและแก้ให้เข้าเกณฑ์ก่อน ถ้าเคยยื่นกู้บ้านแล้วไม่ผ่าน ลองอ่านกู้บ้านไม่ผ่านทำยังไงต่อซึ่งมักมีต้นเหตุมาจาก DSR สูงเกินนี่แหละ
สรุปจุดยืนของเรา: DSR ไม่ใช่แค่ด่านที่ต้องผ่านเพื่อให้ธนาคารอนุมัติ แต่เป็นมาตรวัดสุขภาพหนี้ที่คุณควรดูให้ตัวเองก่อนธนาคารจะดู ถ้า DSR เกิน 40% เมื่อไหร่ นั่นคือสัญญาณให้หยุดก่อหนี้ใหม่ ไม่ใช่สัญญาณให้ไปหาธนาคารที่ยอมปล่อยสูงกว่า ตัวเลขและเกณฑ์ทั้งหมดในบทความเป็นค่าประมาณการทั่วไป ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบกับสถาบันการเงินอีกครั้งก่อนตัดสินใจ