- ถ้าไม่ทำพินัยกรรม กฎหมายเขียนให้แล้ว — ทายาทโดยธรรม 6 ลำดับ
- พินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับ — ทำได้จริง แต่เงื่อนไขต้องครบทุกข้อ
- แบบเอกสารฝ่ายเมือง — เดินไปอำเภอ จ่ายหลักสิบ ปลอดภัยกว่าหลายเท่า
- ภาษีมรดกไทย: เก็บเฉพาะส่วนเกิน 100 ล้านต่อผู้รับ — คนส่วนใหญ่ไม่โดน
- ทรัพย์ที่ตกหล่นบ่อยที่สุด: บัญชีหุ้น กองทุน และคริปโต
- เช็กลิสต์เอกสารที่ครอบครัวควรรู้ว่าอยู่ตรงไหน
คนไทยส่วนใหญ่ไม่ทำพินัยกรรมด้วยเหตุผลสองข้อ: "ยังไม่แก่" กับ "ทรัพย์สินไม่ได้เยอะขนาดนั้น" — ทั้งสองข้อฟังขึ้นแต่ผิดทั้งคู่ ข้อแรกผิดเพราะพินัยกรรมไม่ใช่เอกสารของคนแก่ มันคือเอกสารของคนที่มีทรัพย์สินและมีคนที่รัก ซึ่งก็คือเกือบทุกคนที่อ่านบรรทัดนี้ ข้อสองผิดเพราะทรัพย์ก้อนเล็กนี่แหละที่ทะเลาะกันแรง — มรดกร้อยล้านมีทนายจัดการ มรดกสามแสนกับที่ดินหนึ่งแปลงคือเรื่องที่ทำให้พี่น้องไม่มองหน้ากันไปสิบปี เพราะไม่มีอะไรเขียนไว้เลยว่าเจ้าของตั้งใจยังไง
บทความนี้ตอบสามคำถามที่คนถามบ่อยที่สุด: ไม่ทำพินัยกรรมแล้วเงินไปไหน ทำเองได้ไหมโดยไม่ต้องจ้างทนาย และภาษีมรดกที่ได้ยินในข่าว ตกลงคนธรรมดาโดนหรือเปล่า — ข้อมูลกฎหมายและอัตราภาษี ณ กรกฎาคม 2569
ถ้าไม่ทำพินัยกรรม กฎหมายเขียนให้แล้ว — ทายาทโดยธรรม 6 ลำดับ
คนที่ตายโดยไม่มีพินัยกรรม ไม่ได้แปลว่าทรัพย์สิน "ค้างอยู่เฉย ๆ" — กฎหมายแพ่งไทยกำหนดสูตรแบ่งไว้เสร็จสรรพ เรียกว่าทายาทโดยธรรม เรียงเป็น 6 ลำดับ โดยหลักคือลำดับก่อนตัดลำดับหลัง: ตราบใดที่ยังมีทายาทลำดับ 1 อยู่ ลำดับ 3–6 จะไม่ได้อะไรเลย (มีข้อยกเว้นสำคัญคือลำดับ 2 — บิดามารดา — ที่กฎหมายให้รับส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตรแม้ผู้ตายจะมีลูก)
| ลำดับ | ใคร | หมายเหตุที่คนมักเข้าใจผิด |
|---|---|---|
| 1 | ผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน เหลน) | ลูกนอกสมรสที่บิดารับรองแล้ว และบุตรบุญธรรมที่จดทะเบียน มีสิทธิเท่าลูกในสมรส |
| 2 | บิดามารดา | ได้รับส่วนแบ่งพร้อมลำดับ 1 เสมือนเป็นทายาทชั้นบุตรอีกคน ไม่ได้ถูกตัดแม้ผู้ตายมีลูก |
| 3 | พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน | ได้ก็ต่อเมื่อไม่มีทั้งลำดับ 1 และ 2 |
| 4 | พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน | พี่น้องคนละพ่อหรือคนละแม่ อยู่คนละลำดับกับพี่น้องแท้ ๆ |
| 5 | ปู่ ย่า ตา ยาย | เจอในทางปฏิบัติน้อย เพราะมักเสียชีวิตก่อนผู้ตาย |
| 6 | ลุง ป้า น้า อา | ลำดับสุดท้าย — ถ้าไม่มีทายาทเลยและไม่มีพินัยกรรม มรดกตกเป็นของแผ่นดิน |
แล้วคู่สมรสอยู่ตรงไหน? คู่สมรสที่จดทะเบียนเป็นทายาทโดยธรรม "ชนิดพิเศษ" ที่มีสิทธิรับมรดกร่วมกับทายาททุกลำดับเสมอ โดยสัดส่วนขึ้นกับว่าแข่งกับลำดับไหน — ถ้าผู้ตายมีลูก คู่สมรสรับส่วนแบ่งเท่าลูกหนึ่งคน ถ้าไม่มีลูกแต่มีพ่อแม่หรือพี่น้องแท้ ๆ คู่สมรสรับครึ่งหนึ่งของกองมรดก และอย่าลืมว่าก่อนแบ่งมรดกต้องแยกสินสมรสครึ่งหนึ่งคืนให้คู่สมรสก่อน เพราะครึ่งนั้นเป็นของเขาอยู่แล้ว ไม่ใช่มรดก ส่วนคู่รักที่ไม่ได้จดทะเบียน — อยู่ด้วยกันมายี่สิบปีก็ตาม — ไม่มีสิทธิรับมรดกโดยธรรมเลยแม้แต่บาทเดียว ถ้าอยากให้เขาได้ ต้องเขียนพินัยกรรมเท่านั้น นี่คือเหตุผลข้อเดียวที่หนักพอให้คู่ไม่จดทะเบียนทุกคู่ต้องลุกมาทำพินัยกรรมวันนี้
พินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับ — ทำได้จริง แต่เงื่อนไขต้องครบทุกข้อ
คำตอบของคำถาม "ทำเองได้ไหม" คือได้ กฎหมายไทยรับรองพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (holograph will) ซึ่งมีเงื่อนไขสามข้อ ขาดข้อใดข้อหนึ่งคือเสี่ยงโมฆะ:
- ต้องเขียนด้วยลายมือตัวเองทั้งฉบับ — ทุกตัวอักษร ห้ามพิมพ์แล้วเซ็น ห้ามให้คนอื่นเขียนแทนแม้แต่บรรทัดเดียว เหตุผลคือลายมือทั้งฉบับคือหลักฐานยืนยันตัวผู้ทำ แบบนี้จึงไม่ต้องมีพยานก็สมบูรณ์
- ต้องลงวัน เดือน ปี ที่ทำ — ลืมข้อนี้กันเยอะที่สุด และเป็นจุดที่ทำให้พินัยกรรมทั้งฉบับล้ม เพราะวันที่คือตัวตัดสินว่าฉบับไหนใหม่กว่ากรณีมีหลายฉบับ
- ต้องลงลายมือชื่อ — เซ็นชื่อจริงตามปกติ
เนื้อหาข้างในเขียนภาษาคนได้เลย ไม่ต้องใช้ภาษากฎหมาย: ระบุว่าเราคือใคร ทรัพย์อะไร ยกให้ใคร สัดส่วนเท่าไหร่ และถ้าจะให้เรียบร้อยควรระบุผู้จัดการมรดกไว้ด้วยหนึ่งคน (คนที่จะไปยื่นศาลขอจัดการทรัพย์ตามที่เขียน) เก็บต้นฉบับไว้ในที่ที่คนไว้ใจรู้ — พินัยกรรมที่หาไม่เจอมีค่าเท่ากับไม่มี
แบบเอกสารฝ่ายเมือง — เดินไปอำเภอ จ่ายหลักสิบ ปลอดภัยกว่าหลายเท่า
ถ้าถามว่าเราเชียร์แบบไหน คำตอบคือพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง — ไปทำต่อหน้านายอำเภอ (หรือผู้อำนวยการเขตใน กทม.) พร้อมพยานอย่างน้อยสองคน เจ้าหน้าที่จดข้อความตามที่เราแจ้ง อ่านทวนให้ฟัง แล้วทุกฝ่ายลงชื่อ ประทับตราตำแหน่งไว้เป็นหลักฐาน ค่าธรรมเนียมหลักสิบบาทเท่านั้น และจะฝากเก็บต้นฉบับไว้ที่อำเภอก็ได้ด้วยค่าธรรมเนียมเล็กน้อย
เหตุผลที่แบบนี้ชนะขาดคือความยากในการโต้แย้ง — พินัยกรรมเขียนเองมักถูกทายาทที่ไม่พอใจโจมตีในศาลว่าลายมือปลอมบ้าง ทำตอนสติไม่สมบูรณ์บ้าง ถูกบังคับบ้าง แต่พินัยกรรมที่ทำต่อหน้าเจ้าพนักงานของรัฐพร้อมพยาน แทบไม่มีช่องให้เถียงเรื่องความแท้จริงเลย สำหรับคนที่ทรัพย์สินมีที่ดินหรือเงินหลักล้านขึ้นไป หรือครอบครัวมีแนวโน้มขัดแย้ง ค่าเดินทางไปอำเภอครึ่งวันคือการซื้อความสงบให้คนข้างหลังที่ถูกที่สุดในชีวิต ใครทรัพย์สินซับซ้อนกว่านั้น — มีธุรกิจ มีทรัพย์ต่างประเทศ มีครอบครัวหลายชุด — จ้างทนายร่างแบบธรรมดาพร้อมวางโครงสร้างให้ครบจะคุ้มกว่า ค่าใช้จ่ายหลักพันถึงหมื่นต้น ๆ ขึ้นกับความซับซ้อน
ภาษีมรดกไทย: เก็บเฉพาะส่วนเกิน 100 ล้านต่อผู้รับ — คนส่วนใหญ่ไม่โดน
ข่าวภาษีมรดกทำให้คนจำนวนมากกลัวเกินจริง ข้อเท็จจริง ณ กรกฎาคม 2569 คือ ภาษีการรับมรดกของไทยเก็บจากผู้รับ เฉพาะกรณีมูลค่ามรดกที่รับจากเจ้ามรดกแต่ละรายเกิน 100 ล้านบาท และเก็บเฉพาะส่วนที่เกิน — รับมรดก 100 ล้านพอดี ภาษีเป็นศูนย์ รับ 120 ล้าน เสียภาษีจากฐาน 20 ล้านเท่านั้น อัตราคือ 5% สำหรับทายาทสายตรง (บุพการีหรือผู้สืบสันดาน) และ 10% สำหรับคนอื่น ส่วนคู่สมรสตามกฎหมายได้รับยกเว้นทั้งหมด ไม่ว่าจะรับเท่าไหร่
แปลไทยเป็นไทย: คนไทยเกิน 99% ไม่มีวันเสียภาษีนี้เลย มรดกบ้านหนึ่งหลัง เงินฝากสองสามล้าน พอร์ตกองทุนอีกหน่อย ห่างเพดาน 100 ล้านหลายช่วงตัว ความกลัวภาษีมรดกจึงไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่วางแผนหรือรีบโอนทรัพย์หนีตอนยังมีชีวิต — การรีบโอนก่อนตายนี่แหละที่อาจไปเจอภาษีการรับให้ (เก็บ 5% จากส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทต่อปีกรณียกให้ลูก และเกิน 10 ล้านต่อปีกรณีคนอื่น) แถมเสียอำนาจควบคุมทรัพย์ของตัวเองไปฟรี ๆ อีกด้วย บ้านที่โอนให้ลูกแล้ว คือบ้านของลูก ไม่ใช่ของเราอีกต่อไป มีเคสจริงให้เห็นมากพอที่จะพูดได้ว่า อย่ายกทรัพย์ก้อนสุดท้ายให้ใครตอนยังหายใจอยู่ ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ
สำหรับคนที่ฐานทรัพย์ใหญ่จริงและกังวลภาระภาษีของทายาท เครื่องมือที่ใช้กันแพร่หลายคือประกันชีวิต — เงินสินไหมมรณกรรมจ่ายตรงให้ผู้รับผลประโยชน์ที่ระบุชื่อไว้ ไม่ต้องรอกระบวนการจัดการมรดกซึ่งกินเวลาหลายเดือน ทำให้ครอบครัวมีสภาพคล่องทันทีในช่วงที่บัญชีอื่นถูกอายัดรอผู้จัดการมรดก อ่านเรื่องประกันเพิ่มเติมได้ที่หมวดประกันของเรา
ทรัพย์ที่ตกหล่นบ่อยที่สุด: บัญชีหุ้น กองทุน และคริปโต
ยุคก่อน ทรัพย์มรดกคือที่ดิน บ้าน กับสมุดบัญชีในลิ้นชัก — ตามหาไม่ยาก แต่ทรัพย์ของคนยุคนี้อยู่ในแอป: พอร์ตหุ้นในบัญชีโบรกเกอร์ กองทุนรวมกระจายอยู่สองสาม บลจ. เงินใน e-wallet และหนักที่สุดคือคริปโต ซึ่งถ้าไม่มีใครรู้ว่ามีและเข้าถึงยังไง มูลค่านั้นหายไปตลอดกาลจริง ๆ — เหรียญใน wallet ที่ไม่มีใครถือ private key ไม่ต่างจากเงินที่เผาทิ้ง ต่อให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกก็กู้ไม่ได้
หุ้นและกองทุนดีกว่าตรงที่ทายาทตามได้ผ่านผู้จัดการมรดก แต่ "ตามได้" กับ "ตามเจอ" คนละเรื่อง — ถ้าครอบครัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ตายมีบัญชีที่โบรกไหน เงินหลายแสนอาจนอนนิ่งไปหลายปีโดยไม่มีใครแตะ ทางแก้ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีอะไรเลย: ทำบัญชีทรัพย์สินหนึ่งหน้ากระดาษ ระบุว่ามีบัญชีอะไร ที่สถาบันไหน (ไม่ต้องใส่รหัสผ่าน — แค่ให้รู้ว่า "มีอะไรอยู่ที่ไหน" ก็พอให้ผู้จัดการมรดกทำงานได้) อัปเดตปีละครั้ง แล้วบอกคนที่ไว้ใจว่ากระดาษแผ่นนี้อยู่ตรงไหน ใครที่กำลังเริ่มสร้างพอร์ตอยู่ ดูภาพรวมการลงทุนทั้งหมดได้ที่หมวดลงทุน — และจำไว้ว่าพอร์ตที่ดีที่สุดคือพอร์ตที่คนข้างหลังหาเจอ
เช็กลิสต์เอกสารที่ครอบครัวควรรู้ว่าอยู่ตรงไหน
ไม่ต้องรอทำพินัยกรรมเสร็จถึงจะเริ่มข้อนี้ได้ — จัดโฟลเดอร์เดียว (กระดาษหรือไฟล์ก็ได้) แล้วบอกคนในบ้านหนึ่งคนว่าอยู่ไหน:
- พินัยกรรมตัวจริง และชื่อผู้จัดการมรดกที่ระบุไว้ — ถ้าทำแบบเอกสารฝ่ายเมือง ระบุว่าอำเภอไหน
- บัญชีทรัพย์สินหนึ่งหน้า: ธนาคารทุกแห่ง โบรกเกอร์ บลจ. e-wallet คริปโต (ระบุว่ามี และช่องทางกู้คืนอยู่ที่ไหน) พร้อมทรัพย์จับต้องได้อย่างโฉนด ทะเบียนรถ ตู้เซฟ
- กรมธรรม์ประกันชีวิต–ประกันสุขภาพทุกฉบับ พร้อมชื่อผู้รับผลประโยชน์ — ตรวจปีละครั้งว่ายังเป็นชื่อที่ตั้งใจ เคสเงินสินไหมไปหาแฟนเก่าเพราะลืมเปลี่ยนชื่อผู้รับผลประโยชน์ เกิดขึ้นจริงบ่อยกว่าที่คิด
- หนี้สินทั้งหมด: สินเชื่อบ้าน รถ บัตรเครดิต ภาระค้ำประกัน — ทายาทรับมรดกทั้งทรัพย์และหนี้ แต่รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่ได้รับ การรู้ยอดหนี้ช่วยให้ครอบครัวตัดสินใจถูก
- สิทธิที่คนลืม: เงินสมทบประกันสังคมกรณีตาย บำเหน็จตกทอด กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. สหกรณ์ออมทรัพย์ — เงินพวกนี้มีผู้รับผลประโยชน์หรือกติกาเฉพาะของตัวเอง เช็กสิทธิประกันสังคมของคุณได้ในคู่มือประกันสังคม ม.33/39/40
- รายชื่อผู้ติดต่อสำคัญ: ทนาย (ถ้ามี) ตัวแทนประกัน ฝ่ายบุคคลที่ทำงาน
เงินสินไหมประกันชีวิตจ่ายตรงให้ผู้รับผลประโยชน์ ไม่ต้องผ่านกองมรดก เทียบแบบประกันชีวิตจากหลายบริษัท เบี้ยเริ่มหลักพันต่อปี
เรื่องพินัยกรรมถูกผัดวันได้เสมอ เพราะมันไม่มีเดดไลน์ — จนกระทั่งวันที่มี แล้ววันนั้นก็สายไปแล้วทุกครั้ง มุมมองของเราคือ อย่ามองมันเป็นเอกสารแห่งความตาย ให้มองเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่เขียนตอนสมองยังแล่น เพื่อกันไม่ให้คนที่เรารักต้องทะเลาะกันแทนเรา ใช้เวลาครึ่งวันกับเงินหลักสิบบาทที่อำเภอ แลกกับความสงบของครอบครัวทั้งครอบครัว — ดีลนี้ไม่มีเครื่องคำนวณไหนต้องช่วยตัดสิน และถ้าจัดการเรื่องนี้จบแล้ว ขั้นถัดไปของการวางแผนระยะยาวคือหาเลขเกษียณของตัวเองให้เจอ