สรุปใน 30 วินาที
  • SSF สิ้นสุดสิทธิซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีแล้วตั้งแต่ปีภาษี 2567 — ตั้งแต่ปีภาษี 2568 เป็นต้นมา ซื้อใหม่ลดหย่อนไม่ได้อีก
  • ยอด SSF เดิมยังต้องถือครบ 10 ปีนับวันชนวันต่อก้อนตามเงื่อนไขเดิม ขายก่อนครบต้องคืนสิทธิภาษีพร้อมเบี้ยปรับ แต่สับเปลี่ยน/โอนย้ายไปกอง SSF อื่นได้โดยไม่ผิดเงื่อนไข
  • ตัวแทนที่ยังซื้อลดหย่อนได้ปีนี้คือ RMF (30% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 บาท นับรวมกลุ่มเกษียณ ถือถึงอายุ 55 + ลงทุน ≥ 5 ปี) และ Thai ESG (30% ของเงินได้ ไม่เกิน 300,000 บาท แยกวงเงินต่างหาก เงื่อนไขถือครองสั้นกว่า)
  • เลือก RMF ถ้าเน้นเพดานก้อนใหญ่หรือใกล้อายุ 55 · เลือก Thai ESG ถ้าอยากล็อกเงินสั้นกว่าและรับนโยบายหุ้นไทย/ESG ได้
แหล่งอ้างอิง เกณฑ์ เพดานตามกฎหมาย และเงื่อนไขในบทความนี้ อ้างอิงกรอบจากประกาศของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) · สำนักงาน ก.ล.ต. — ตัวเลขและเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบฉบับล่าสุดจากเว็บไซต์หน่วยงานและผู้ให้บริการโดยตรง (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569)
การเปิดเผยข้อมูล: บทความนี้อาจมีลิงก์พันธมิตรไปยังผลิตภัณฑ์การเงินและกองทุนรวม หากคุณสมัครหรือลงทุนผ่านลิงก์ เราอาจได้รับค่าแนะนำโดยคุณไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ความเห็นทั้งหมดเป็นของกองบรรณาธิการ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและสิทธิประโยชน์ทางภาษีก่อนตัดสินใจ

หัวใจของเรื่องนี้ — SSF ปิดฉากสิทธิซื้อใหม่ เหลือโจทย์ "จัดการยอดเดิม"

ต้องอัปเดตภาพให้ตรงก่อน: SSF (Super Savings Fund) สิ้นสุดสิทธิซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีไปแล้วในปีภาษี 2567 ตั้งแต่ปีภาษี 2568 เป็นต้นมา เงินที่ซื้อ SSF ใหม่นำไปหักลดหย่อนไม่ได้อีก คำถาม "SSF vs RMF ซื้อตัวไหนดี" จึงไม่ใช่โจทย์ของปีนี้แล้ว โจทย์จริงแตกเป็นสองข้อ: หนึ่ง — ยอด SSF ที่คุณซื้อไว้ก่อนหน้านี้ต้องจัดการยังไงไม่ให้เสียสิทธิภาษีที่เคยได้ และสอง — ปีภาษีนี้ควรใช้อะไรลดหย่อนแทน ซึ่งตัวแทนหลักคือ RMF (Retirement Mutual Fund) และ Thai ESG

ข่าวดีคือยอด SSF เดิมไม่ได้หายไปไหน มันยังลงทุนต่อในกองเดิมของคุณ และเงื่อนไขเดิมยังคุ้มครองสิทธิลดหย่อนที่เคยใช้ไปแล้ว — แลกกับการที่คุณต้องถือแต่ละก้อนให้ครบ 10 ปีนับจากวันซื้อ (นับแบบวันชนวัน ไม่ใช่ปีปฏิทิน) ตามเงื่อนไขเดิม ส่วน RMF ยังเปิดให้ซื้อลดหย่อนได้ตามปกติ โดยผูกยาวถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์และต้องลงทุนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี และ Thai ESG เป็นทางเลือกใหม่ที่แยกวงเงินลดหย่อนของตัวเองต่างหากและล็อกเงินสั้นกว่า

ข้อมูลด้านเกณฑ์และตัวเลขในบทความนี้เป็นข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้ง เพราะเพดานลดหย่อนและเงื่อนไขกองทุนลดหย่อนภาษีมีการปรับปรุงเป็นระยะตามนโยบายของกรมสรรพากรและ ก.ล.ต.

ตารางเทียบ: ยอด SSF เดิม vs ตัวแทนที่ซื้อได้ปีนี้ (RMF / Thai ESG)

วางสามตัวไว้ข้างกันแล้วดูทีละแถว คอลัมน์ SSF คือ "ยอดเดิมที่ถืออยู่" เท่านั้น เพราะซื้อใหม่ลดหย่อนไม่ได้แล้ว ส่วน RMF และ Thai ESG คือสองตัวแทนที่ยังใช้ลดหย่อนปีภาษีนี้ได้ ตัวเลขทั้งหมดเป็นเกณฑ์โดยประมาณ ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้ง

มิติSSF (เฉพาะยอดเดิม)RMFThai ESG
สถานะสิทธิซื้อใหม่ปี 2569 ซื้อใหม่ลดหย่อนไม่ได้ — สิ้นสุดสิทธิตั้งแต่ปีภาษี 2567 ซื้อลดหย่อนได้ตามปกติ ซื้อลดหย่อนได้ตามปกติ
เพดานลดหย่อน — (ใช้สิทธิได้ถึงปีภาษี 2567 เป็นปีสุดท้าย) 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 บาท (รวมกลุ่มเกษียณ) 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 300,000 บาท (แยกวงเงิน)
เงื่อนไขถือครอง ถือครบ 10 ปีนับวันชนวันต่อก้อน (เงื่อนไขเดิมยังบังคับ) ถือถึงอายุ 55 ปี และลงทุนต่อเนื่อง ≥ 5 ปี ถือครบตามเกณฑ์ราว 5 ปีนับวันชนวัน (ตรวจสอบเกณฑ์รอบที่ซื้อ)
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ ถือต่อให้ครบ · สับเปลี่ยน/โอนย้ายไปกอง SSF อื่นได้ ซื้อเพิ่มเพื่อลดหย่อนปีนี้ · ต้องลงต่อเนื่อง เว้นได้ไม่เกิน 1 ปีติด ซื้อเพิ่มเพื่อลดหย่อนปีนี้ · ไม่บังคับซื้อทุกปี
สภาพคล่อง รอครบ 10 ปีต่อก้อน ขายก่อน = คืนสิทธิภาษี ต่ำ — ผูกถึงเกษียณ ปานกลาง — ล็อกสั้นที่สุดในกลุ่มลดหย่อน
เหมาะกับใคร คนที่ซื้อทันก่อนปีภาษี 2568 — บริหารยอดเดิมให้ครบเงื่อนไข คนเน้นเพดานใหญ่ ใกล้ 55 หรืออยากบังคับตัวเองเก็บยาว คนอยากล็อกเงินสั้นกว่า และรับนโยบายหุ้นไทย/ESG ได้

ภาพเทียบเพดานลดหย่อนภาษีสูงสุดต่อปีของสองตัวแทนที่ยังซื้อได้ (บาท) — RMF ต้องนับรวมกับสิทธิเพื่อการเกษียณอื่น ส่วน Thai ESG แยกวงเงินต่างหาก

อ่านตารางแล้วจะเห็นเส้นแบ่ง: SSF ไม่ใช่ "ทางเลือกซื้อ" อีกต่อไป มันคือ "พันธะเดิม" ที่ต้องดูแลให้ครบ 10 ปีต่อก้อน ส่วนเงินลดหย่อนก้อนใหม่ของปีนี้ให้ชั่งระหว่าง RMF ที่เพดานใหญ่แต่ผูกถึงอายุ 55 กับ Thai ESG ที่วงเงินแยกต่างหากและปลดล็อกเร็วกว่า — คนใกล้ 55 อย่าลืมว่า RMF ของคุณอาจปลดล็อกเร็ว เพราะเงื่อนไข "อายุ 55 + ลงทุน 5 ปี" ทำให้คนวัย 50 ต้นถือแค่ 5 ปีก็ขายได้

SSF ที่ถืออยู่ — เงื่อนไข 10 ปียังอยู่ครบ จัดการยังไงไม่ให้เสียสิทธิ

แม้ซื้อใหม่ลดหย่อนไม่ได้แล้ว ยอด SSF ที่คุณซื้อไว้ก่อนปีภาษี 2568 ยังผูกกับเงื่อนไขเดิมทุกประการ: ต้องถือแต่ละก้อนให้ครบ 10 ปีนับจากวันซื้อ ถ้าขายก่อนครบกำหนด สิทธิลดหย่อนที่เคยใช้ไปต้องคืนให้กรมสรรพากรพร้อมเบี้ยปรับตามหลักเกณฑ์ ดังนั้นอย่ามองว่ากองปิดรับซื้อใหม่แล้ว = ขายทิ้งได้ การถือให้ครบเงื่อนไขยังเป็นทางที่รักษาผลประโยชน์ของคุณที่สุด

ข้อควรระวังที่คนพลาดบ่อยคือการนับ 10 ปีของ SSF เป็นแบบ "วันชนวัน" ต่อแต่ละก้อนที่ซื้อ ไม่ใช่นับปีปฏิทิน ก้อนที่ซื้อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 จะครบกำหนดขายได้วันที่ 20 ธันวาคม 2577 ไม่ใช่ต้นปี ถ้าคุณทยอยซื้อมาหลายปี ให้ทำตารางวันครบกำหนดของแต่ละก้อนไว้ เพราะแต่ละก้อนปลดล็อกไม่พร้อมกัน ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้ง

เทคนิคบริหารยอด SSF เดิมให้คุ้มจนวันครบกำหนด ถือครบเงื่อนไขไม่ได้แปลว่าต้องทนอยู่กองเดิม — คุณสับเปลี่ยนไปกอง SSF อื่นภายใน บลจ. เดียวกัน หรือโอนย้ายข้าม บลจ. ได้โดยไม่ผิดเงื่อนไข ตราบใดที่ใช้คำสั่ง "สับเปลี่ยน/โอนย้ายหน่วยลงทุน" ไม่ใช่ขายเป็นเงินสด ถ้ากองที่ถืออยู่ค่าธรรมเนียมแพงหรือผลงานแย่เรื้อรัง การย้ายไปกอง SSF ที่ต้นทุนต่ำกว่าช่วยให้ช่วงเวลาที่เหลือทำงานคุ้มขึ้น ส่วนแผนลดหย่อนของปีนี้ ลองกดดูว่าซื้อ RMF/Thai ESG เท่าไรถึงคุ้มด้วยเครื่องคำนวณภาษีก่อนตัดสินใจลงเงินจริง

สรุปสำหรับคนถือ SSF เดิม: หนึ่ง ทำตารางวันครบกำหนดต่อก้อน สอง อย่าขายก่อนครบเว้นแต่ยอมรับต้นทุนคืนภาษี+เบี้ยปรับได้จริง สาม ทบทวนว่ากองที่ถืออยู่ยังเหมาะไหม ถ้าไม่เหมาะให้สับเปลี่ยน/โอนย้ายแทนการขาย และสี่ เงินลดหย่อนก้อนใหม่ของปีนี้ให้ย้ายไปวางแผนกับ RMF หรือ Thai ESG แทน

เปิดพอร์ตกองทุนลดหย่อนภาษีให้ครบทั้ง RMF และ Thai ESG

แพลตฟอร์มลงทุนยุคนี้ให้คุณเลือกซื้อ RMF/Thai ESG จากหลาย บลจ. ในที่เดียว เทียบค่าธรรมเนียมและผลตอบแทนย้อนหลังได้ก่อนตัดสินใจ เริ่มวางแผนลดภาษีปีนี้ตั้งแต่ต้นปีเพื่อทยอยซื้อแบบ DCA

ดูแพลตฟอร์มกองทุนลดหย่อนภาษี

RMF และ Thai ESG — สองตัวแทนลดหย่อนที่ยังซื้อได้ปีนี้

RMF ออกแบบมาเพื่อการเกษียณโดยตรง เงื่อนไขจึงเข้มกว่า SSF เดิม คือต้องลงทุนต่อเนื่อง (เว้นได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน) และถือจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์พร้อมลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี แลกกับความเข้มงวดนี้ RMF ให้เพดานลดหย่อนสูง คือ 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท เทียบกับ SSF เดิมที่เคยให้เพดานแค่ 200,000 บาท ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้ง

นี่คือจุดที่ RMF เข้าข้างคนรายได้สูงและคนใกล้เกษียณ ถ้าคุณเสียภาษีฐาน 20-35% การลดหย่อนได้มากกว่าหมายถึงเงินภาษีคืนที่มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และถ้าคุณอายุ 50 ปีแล้ว การผูกเงินถึง 55 คือแค่ 5 ปี ซึ่งสั้นกว่า SSF 10 ปีเสียอีก RMF จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ทั้งลดภาษีได้มากและปลดล็อกเร็วสำหรับคนวัยนี้

ผิดเงื่อนไข RMF โทษหนักกว่าที่คิด ถ้าคุณขาดส่งเกิน 1 ปีติดกัน หรือขายก่อนครบเงื่อนไข คุณต้องคืนภาษีที่เคยได้ลดหย่อนย้อนหลังทุกปีที่ได้สิทธิ (สูงสุด 5 ปีล่าสุด) พร้อมอาจต้องนำกำไรจากการขายคืนมาเสียภาษีด้วย ก่อนตัดสินใจใส่เงินก้อนใหญ่ใน RMF ให้แน่ใจว่าคุณลงต่อเนื่องไหวจริงจนถึง 55 อย่าอัดเต็มเพดานในปีเดียวถ้าไม่มั่นใจกระแสเงินสดปีถัด ๆ ไป

RMF เหมาะกับคนที่มีรายได้มั่นคง มีวินัย และตั้งใจสร้างเงินก้อนเกษียณจริงจัง หรือคนอายุ 45 ปีขึ้นไปที่มองเห็นเส้นชัย 55 อยู่ไม่ไกล การเลือกกองที่เหมาะยังต้องดูนโยบายการลงทุนด้วย ถ้าคุณยังห่างเกษียณอีกมากอาจเลือก RMF ที่ลงหุ้นสัดส่วนสูงเพื่อโอกาสเติบโต แต่ถ้าใกล้ 55 แล้วควรลดความเสี่ยงมาที่กองตราสารหนี้หรือกองผสมแทน

ส่วน Thai ESG คือผู้รับไม้ต่อจาก SSF ในบทบาท "กองลดหย่อนที่ล็อกเงินสั้นกว่าเกษียณ" ให้สิทธิลดหย่อน 30% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท และจุดแข็งสำคัญคือแยกวงเงินต่างหาก ไม่นับรวมเพดานกลุ่มเกษียณ 500,000 บาท เงื่อนไขถือครองก็สั้นกว่า (เกณฑ์ล่าสุดราว 5 ปีนับวันชนวัน — ตรวจสอบเงื่อนไขรอบที่คุณซื้ออีกครั้ง) ข้อแลกเปลี่ยนคือนโยบายกองถูกจำกัดให้ลงทุนในหุ้น/ตราสารหนี้ไทยกลุ่มความยั่งยืนเป็นหลัก คุณจึงกระจายไปต่างประเทศผ่านวงเงินนี้ไม่ได้ ใครที่เคยใช้ SSF เป็นตัวเก็บเงินก้อนกรอบ 10 ปี Thai ESG คือตัวเลือกที่ใกล้เคียงที่สุดในปีนี้ ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้ง

เพดานลดหย่อนรวมและกับดักที่คนพลาดบ่อย

จุดที่คนลืมบ่อยที่สุดคือ RMF ไม่ได้มีเพดานแยกอย่างอิสระ แต่ต้องนับรวมกับกองทุน/สิทธิเพื่อการเกษียณอื่น ๆ ภายใต้เพดานรวมด้วย กล่าวคือ RMF เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กบข. กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และประกันบำนาญ ต้องไม่เกินเพดานรวมที่ทางการกำหนด (โดยทั่วไปในกรอบ 500,000 บาท) ส่วน Thai ESG แยกวงเงินของตัวเองต่างหากไม่เกิน 300,000 บาท ไม่นับรวมกรอบเกษียณนี้ (สมัย SSF ยังซื้อได้ เพดาน 200,000 บาทของมันก็เคยนับรวมในกรอบ 500,000 บาทนี้ — ปัจจุบันไม่มีผลกับปีภาษีใหม่แล้ว)

ลำดับคิดเพดานที่ปลอดภัยไม่ให้ลดหย่อนเกินสิทธิ ก่อนซื้อ ให้รวมยอดที่คุณถูกหักเข้า PVD/กบข. อยู่แล้วทั้งปีก่อน จากนั้นดูว่าเหลือช่องเท่าไรค่อยเติมด้วย RMF และประกันบำนาญให้ชนเพดานเพื่อการเกษียณ แล้วค่อยแยกคิด Thai ESG ในกรอบ 300,000 บาทของมันเอง การซื้อเกินสิทธิไม่ได้ทำให้ประหยัดภาษีเพิ่ม แต่กลับล็อกเงินเปล่า ๆ ตัวเลขเพดานเหล่านี้เป็นข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้งกับกรมสรรพากร

อีกกับดักคือการเข้าใจผิดว่า "ยิ่งซื้อมากยิ่งประหยัดภาษีมาก" โดยไม่ดูฐานภาษีตัวเอง ถ้ารายได้คุณอยู่ฐานภาษี 10% การลดหย่อน 100,000 บาทช่วยประหยัดภาษีราว 10,000 บาท ไม่ใช่ 100,000 บาท และเงินต้นก็ยังถูกล็อกในกองอยู่ดี การตัดสินใจซื้อกองลดหย่อนจึงต้องชั่งระหว่างภาษีที่ประหยัดได้จริงกับสภาพคล่องที่เสียไป ไม่ใช่ไล่ซื้อให้เต็มเพดานโดยอัตโนมัติ

ย้ำ 3 ประเด็นก่อนตัดสินใจ
1

SSF สิ้นสุดสิทธิซื้อเพื่อลดหย่อนตั้งแต่ปีภาษี 2567 — ซื้อใหม่ลดหย่อนไม่ได้อีกแล้ว

2

ยอด SSF เดิมต้องถือครบ 10 ปีนับวันชนวันต่อก้อน ขายก่อนครบ = คืนสิทธิภาษี+เบี้ยปรับ

3

เงินลดหย่อนปีนี้ไปที่ RMF (ไม่เกิน 500,000 รวมกลุ่มเกษียณ) หรือ Thai ESG (ไม่เกิน 300,000 แยกวงเงิน)

สรุป — ปีนี้ซื้ออะไร และทำอะไรกับ SSF เดิม

คำตัดสินของเราแบ่งเป็นสองส่วนชัด ๆ: ยอด SSF เดิมให้ "บริหารต่อ" ส่วนเงินลดหย่อนก้อนใหม่ของปีนี้ให้ชั่งระหว่าง RMF กับ Thai ESG ตามอายุและเป้าหมายของคุณ

เลือก RMF ถ้า

  • คุณอายุ 45 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะ 50 ต้น ๆ — เงื่อนไข "อายุ 55 + ลงทุน 5 ปี" ทำให้ปลดล็อกได้ไม่นาน
  • คุณเสียภาษีฐานสูงและต้องการเพดานลดหย่อนที่มากกว่า (ถึง 500,000 บาทเมื่อรวมสิทธิเกษียณ)
  • คุณมีวินัยและกระแสเงินสดมั่นคงพอจะลงต่อเนื่องได้จริงจนเกษียณ หรืออยากได้นโยบายกองที่หลากหลายรวมถึงต่างประเทศ

เลือก Thai ESG ถ้า

  • คุณไม่อยากล็อกเงินยาวถึงเกษียณ — เงื่อนไขถือครองของ Thai ESG สั้นที่สุดในกลุ่มลดหย่อน
  • คุณใช้เพดานกลุ่มเกษียณ 500,000 บาทเต็มแล้ว — Thai ESG แยกวงเงินให้อีกไม่เกิน 300,000 บาท
  • คุณรับนโยบายลงทุนหุ้น/ตราสารหนี้ไทยกลุ่มความยั่งยืนได้ โดยไม่ติดว่ากระจายต่างประเทศผ่านวงเงินนี้ไม่ได้

ส่วนยอด SSF เดิม ไม่ต้องทำอะไรหวือหวา: ถือให้ครบ 10 ปีต่อก้อน ทำตารางวันครบกำหนดไว้ ถ้ากองที่ถือไม่เข้าท่าให้ใช้สิทธิสับเปลี่ยน/โอนย้ายแทนการขาย และอย่าขายก่อนครบเว้นแต่ยอมรับการคืนสิทธิภาษีพร้อมเบี้ยปรับได้จริง สำหรับแผนปีนี้ ลองไล่ตัวเลขภาษีที่ประหยัดได้จริงด้วยเครื่องคำนวณภาษีและวางแผนทยอยซื้อรายเดือนด้วยเครื่องมือวางแผน DCAเพื่อไม่ต้องอัดก้อนใหญ่ปลายปี ข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้เป็นข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้งก่อนตัดสินใจ

เทียบชนกัน · ภาษีอ่านจบแล้ว ลองใช้เครื่องมือคำนวณของเราต่อ หรือดูบทความแนะนำในแถบข้าง

คำถามที่พบบ่อย

ปี 2569 ยังซื้อ SSF เพื่อลดหย่อนภาษีได้อยู่ไหม
ไม่ได้แล้ว SSF สิ้นสุดสิทธิซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีตั้งแต่ปีภาษี 2567 ดังนั้นตั้งแต่ปีภาษี 2568 เป็นต้นมา เงินที่ซื้อ SSF ใหม่จะนำไปหักลดหย่อนไม่ได้อีก ตัวแทนหลักที่ยังซื้อลดหย่อนได้ในปีภาษีนี้คือ RMF และ Thai ESG ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 ควรตรวจสอบอีกครั้งก่อนตัดสินใจ
SSF ที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้ต้องถือนานแค่ไหน และขายก่อนกำหนดเป็นอะไรไหม
ยอด SSF เดิมยังผูกเงื่อนไขเดิมทุกประการ คือต้องถือแต่ละก้อนให้ครบ 10 ปีนับแบบวันชนวันจากวันซื้อ ไม่ใช่นับปีปฏิทิน หากขายก่อนครบกำหนดต้องคืนสิทธิลดหย่อนภาษีที่เคยใช้ให้กรมสรรพากรพร้อมเบี้ยปรับตามหลักเกณฑ์ จึงควรทำตารางวันครบกำหนดของแต่ละก้อนไว้ เพราะแต่ละก้อนปลดล็อกไม่พร้อมกัน
เงื่อนไขถือครองของ SSF กับ RMF ต่างกันอย่างไร
SSF เดิมกำหนดให้ถือครบ 10 ปีนับวันชนวันต่อแต่ละก้อน ส่วน RMF ผูกยาวกว่าโดยต้องถือจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และลงทุนต่อเนื่องมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี อีกทั้ง RMF ยังต้องลงทุนต่อเนื่องโดยเว้นได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน สำหรับคนอายุ 50 ต้น ๆ เงื่อนไข 'อายุ 55 บวกลงทุน 5 ปี' อาจทำให้ถือเพียงราว 5 ปีก็ครบเงื่อนไข
เพดานลดหย่อนของ RMF กับ Thai ESG ต่างกันอย่างไร
RMF ให้ลดหย่อน 30% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท แต่ต้องนับรวมกับกองทุนหรือสิทธิเพื่อการเกษียณอื่น เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. และประกันบำนาญ ส่วน Thai ESG ให้ลดหย่อน 30% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท โดยแยกวงเงินต่างหากไม่นับรวมกรอบเกษียณ ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 ควรตรวจสอบอีกครั้งกับกรมสรรพากร
ถ้าผิดเงื่อนไข RMF จะมีผลอย่างไร
หากขาดส่งเกิน 1 ปีติดต่อกัน หรือขายก่อนครบเงื่อนไข จะต้องคืนภาษีที่เคยได้ลดหย่อนย้อนหลัง โดยทั่วไปสูงสุด 5 ปีล่าสุด และอาจต้องนำกำไรจากการขายมาเสียภาษีด้วย จึงควรมั่นใจว่าลงทุนต่อเนื่องไหวจริงจนถึงอายุ 55 ก่อนใส่เงินก้อนใหญ่ และไม่จำเป็นต้องอัดเต็มเพดานในปีเดียวหากไม่มั่นใจกระแสเงินสดในปีถัด ๆ ไป