สรุปใน 30 วินาที
  • เบี้ยประกันรวมทุกกรมธรรม์ไม่ควรเกิน 10% ของรายได้ต่อปี (จุดสบายราว 5–7%) — "รวม" คือทุกแบบ ทั้งสุขภาพ ชีวิต โรคร้าย รถ บ้าน
  • จัดลำดับ: สุขภาพ+PA ก่อน แล้วชีวิต (ถ้ามีคนพึ่งพา) แล้วโรคร้าย ส่วนออม/ลงทุนควบไว้ท้ายสุด
  • อย่าซื้อจนกระทบเงินสำรองฉุกเฉิน 3–6 เดือน — ถ้าต้องกู้/รูดบัตร/ถอนลงทุนมาจ่ายเบี้ย แปลว่าซื้อเกินตัว
  • ยูนิตลิงก์/ออมทรัพย์คือ "การลงทุนที่ห่อด้วยประกัน" ให้นับเฉพาะส่วนคุ้มครองเข้ากรอบ 5–10%
แหล่งอ้างอิง เกณฑ์ เพดานตามกฎหมาย และเงื่อนไขในบทความนี้ อ้างอิงกรอบจากประกาศของ สำนักงาน คปภ. · กรมสรรพากร — ตัวเลขและเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบฉบับล่าสุดจากเว็บไซต์หน่วยงานและผู้ให้บริการโดยตรง (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569)
การเปิดเผยข้อมูล: หน้านี้อาจมีลิงก์พันธมิตรไปยังแพลตฟอร์มเปรียบเทียบประกัน หากคุณซื้อกรมธรรม์ผ่านลิงก์ เราอาจได้รับค่าแนะนำโดยเบี้ยที่คุณจ่ายไม่เพิ่มขึ้น ความเห็นทั้งหมดในบทความเป็นของกองบรรณาธิการ อ่านนโยบายฉบับเต็มได้ที่หน้าการเปิดเผยข้อมูล คำเตือน: ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไข ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

คำถามที่เราเจอบ่อยที่สุดเวลาคนเริ่มวางแผนประกันไม่ใช่ "ควรซื้อแบบไหน" แต่เป็น "จ่ายเบี้ยเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าพอดี" — เพราะตัวแทนแต่ละคนบอกไม่เหมือนกัน บางคนบอกให้ซื้อให้ครบทุกความเสี่ยง บางคนขายแพ็กเกจใหญ่จนเบี้ยกินเงินเดือนไปครึ่งค่อน

ความจริงคือไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน แต่มีกรอบที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้เร็วและไม่พลาด นั่นคือการมองเบี้ยประกันเป็นสัดส่วนของรายได้ แล้วจัดลำดับความคุ้มครองตามความรุนแรงของความเสี่ยง ไม่ใช่ตามความน่ากลัวที่ตัวแทนวาดภาพ บทความนี้จะวางกรอบนั้นให้ชัด

กฎ 5–10% ของรายได้ — ที่มาและวิธีใช้จริง

หลักเกณฑ์ที่ที่ปรึกษาการเงินส่วนใหญ่ใช้คือ เบี้ยประกันรวมทุกกรมธรรม์ไม่ควรเกิน 10% ของรายได้ต่อปี และสำหรับคนที่ยังต้องเก็บเงินก้อนอื่นควบคู่ไป จุดที่สบายกว่าคือราว 5–7% ตัวเลขนี้ไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นเส้นที่ทำให้คุณมีความคุ้มครองพอสมควรโดยไม่เบียดเป้าหมายการเงินอื่น เช่น เงินสำรองฉุกเฉิน การผ่อนบ้าน และการลงทุนระยะยาว

ข้อควรระวังคือคำว่า "เบี้ยรวม" หมายถึงเบี้ยทุกแบบรวมกัน — สุขภาพ อุบัติเหตุ ชีวิต โรคร้าย ประกันรถ ประกันบ้าน ไม่ใช่แค่ตัวใดตัวหนึ่ง คนจำนวนมากคิดเบี้ยสุขภาพตัวเดียวว่าอยู่ในกรอบ แต่พอรวมประกันชีวิตควบลงทุนที่ตัวแทนขายไว้เข้าไป กลายเป็น 18–20% ของรายได้โดยไม่รู้ตัว

อีกจุดที่ต้องคิดให้ตรง: เปอร์เซ็นต์นี้ควรคิดจากรายได้ที่มั่นคง ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์ที่รายได้แกว่ง ให้ใช้ฐานรายได้เดือนต่ำสุดที่รับได้ในรอบปีเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เดือนที่ดีที่สุด เพราะเบี้ยประกันเป็นภาระผูกพันรายปีที่ถ้าจ่ายไม่ไหวแล้วปล่อยขาด กรมธรรม์สุขภาพและโรคร้ายจะสิ้นสุดความคุ้มครองทันที ไม่มีมูลค่าเหลือคืน

คิดเร็วในหัว รายได้ปีละ 600,000 บาท กรอบเบี้ยรวมที่พอดีอยู่ราว 30,000–60,000 บาทต่อปี ถ้าใบเสนอราคาที่ได้มาทะลุ 60,000 ให้กลับไปดูว่าส่วนไหนคือความคุ้มครองจริง ส่วนไหนคือการออม/ลงทุนที่แฝงมาในรูปเบี้ย

สัดส่วนเบี้ยรวมต่อรายได้ต่อปีจากกรอบในบทความ — จุดสบายราว 5–7% เพดานที่ไม่ควรทะลุคือ 10% ส่วนเคสที่เจอบ่อยเมื่อรวมประกันควบลงทุนเข้าไปโดยไม่รู้ตัวคือ 15–20%

จัดลำดับความคุ้มครอง — เรียงอะไรก่อนหลัง

เมื่อมีกรอบงบแล้ว คำถามต่อไปคือเอาเงินก้อนนี้ไปลงกับอะไรก่อน หลักการเดียวที่ใช้ได้เสมอคือ ปิดความเสี่ยงที่ทำให้การเงินพังก่อน แล้วค่อยไล่ลงไปหาความเสี่ยงที่รับเองได้ ลำดับที่เราแนะนำเป็นแบบนี้

ลำดับความคุ้มครองทำไมมาก่อนใครควรมี
1 สุขภาพ + อุบัติเหตุ (PA) ค่ารักษาก้อนใหญ่เกิดได้กับทุกคนทุกวัย และทำลายสภาพคล่องได้เร็วที่สุด ทุกคน
2 ชีวิต ปกป้องรายได้ให้คนข้างหลังเมื่อเสาหลักจากไป คนที่มีคนพึ่งพารายได้ (ลูก พ่อแม่ คู่สมรส หนี้บ้าน)
3 โรคร้ายแรง (CI) ให้เงินก้อนทดแทนรายได้ช่วงรักษาตัวยาว ที่ประกันสุขภาพไม่ครอบคลุม คนมีภาระผ่อน หรือรายได้ขาดไม่ได้
4 ออม/ลงทุนควบประกัน เป็นเป้าหมายการออม ไม่ใช่การคุ้มครองความเสี่ยง จัดหลังสุด คนที่ปิดสามข้อบนครบแล้วและยังมีงบเหลือ

เหตุผลที่สุขภาพและอุบัติเหตุอยู่บนสุดคือมันเป็นความเสี่ยงที่ทุกคนเจอได้ไม่ว่าโสดหรือมีครอบครัว และค่ารักษาโรคใหญ่หลักแสนถึงหลักล้านเป็นตัวเลขที่คนทั่วไปรับเองไม่ไหว ส่วนประกันชีวิตนั้นมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมีคนพึ่งพารายได้ของคุณอยู่ — ถ้าคุณโสด ไม่มีหนี้ ไม่มีใครเดือดร้อนเมื่อคุณจากไป การจ่ายเบี้ยชีวิตก้อนใหญ่คือการจัดลำดับผิด เอางบไปโปะสุขภาพและลงทุนดีกว่า อยากดูวิธีคำนวณทุนชีวิตที่พอดี อ่านต่อที่ควรทำประกันชีวิตทุนเท่าไหร่

ซื้อเกินตัวจนขาดสภาพคล่อง — กับดักที่คนไม่ทันระวัง

ประกันเป็นของดี แต่ประกันที่มากเกินไปคือปัญหา เราเห็นเคสแบบนี้บ่อย: คนตั้งใจดี ซื้อครบทุกความเสี่ยง เบี้ยรวมพุ่งไป 15–20% ของรายได้ พอเจอปีที่รายได้สะดุดหรือมีรายจ่ายฉุกเฉิน ก็ต้องเลือกระหว่างจ่ายเบี้ยกับจ่ายค่าใช้จ่ายจำเป็น สุดท้ายปล่อยกรมธรรม์ขาดในปีที่สาม เสียทั้งเบี้ยที่จ่ายไปและความคุ้มครองที่วางแผนไว้

กฎที่ควรจำคู่กับ 5–10% คือ อย่าซื้อประกันจนกระทบเงินสำรองฉุกเฉิน ถ้าคุณยังไม่มีเงินสำรอง 3–6 เดือนของค่าใช้จ่าย ให้สร้างส่วนนั้นให้เสร็จก่อน หรืออย่างน้อยทำควบคู่กัน เพราะเงินสำรองคือด่านแรกที่รับความเสี่ยงเล็ก ๆ ที่ไม่คุ้มจะเอาประกันไปคุ้มครอง อ่านวิธีตั้งเป้าเงินสำรองได้ที่เงินสำรองฉุกเฉินควรมีเท่าไหร่

สัญญาณว่าคุณซื้อเกินตัว ถ้าคุณต้องกู้ ต้องรูดบัตร หรือต้องถอนเงินลงทุนมาจ่ายเบี้ยประจำปี นั่นคือสัญญาณชัดว่าพอร์ตประกันใหญ่เกินฐานะ ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจ ให้ทบทวนลดตัวที่จัดลำดับล่าง ๆ (ออม/ลงทุนควบ) ลงก่อน

ยูนิตลิงก์และประกันออมทรัพย์ — ทำไมเบี้ยดูสูงกว่าที่คิด

ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิตลิงก์) และประกันสะสมทรัพย์ เป็นตัวที่ดันเบี้ยรวมทะลุกรอบบ่อยที่สุด เพราะเบี้ยของมันไม่ได้จ่ายเพื่อความคุ้มครองล้วน ๆ แต่มีส่วนที่เป็นเงินออม/ลงทุนปนอยู่ ทำให้ตัวเลขเบี้ยต่อปีสูงกว่าประกันคุ้มครองล้วนหลายเท่า

เราไม่ได้บอกว่ายูนิตลิงก์เป็นของไม่ดี แต่ต้องเข้าใจว่ามันคือผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ห่อด้วยประกัน ไม่ใช่ประกันราคาถูก ในช่วงปีต้น ๆ ค่าธรรมเนียมและค่าดำเนินการหักจากเบี้ยค่อนข้างสูง มูลค่าเวนคืนช่วงแรกจึงต่ำกว่าเงินที่จ่ายไปมาก ถ้าเป้าหมายจริงของคุณคือความคุ้มครอง การแยกซื้อประกันชีวิตแบบ Term ราคาถูกแล้วเอาส่วนต่างไปลงทุนเองมักได้ความคุ้มครองเท่ากันในเบี้ยที่ต่ำกว่า อ่านการเปรียบเทียบเต็ม ๆ ที่ยูนิตลิงก์คุ้มไหม และTerm vs ตลอดชีพ

คำแนะนำตรง ๆ: จัดยูนิตลิงก์และประกันออมทรัพย์ไว้ในหมวด "เป้าหมายการออม" ไม่ใช่หมวด "ความคุ้มครอง" เวลาคำนวณสัดส่วนเบี้ย ให้เอาเฉพาะส่วนคุ้มครองความเสี่ยงมาเข้ากรอบ 5–10% ส่วนเงินออม/ลงทุนที่แฝงในเบี้ยให้ไปนับรวมกับเป้าหมายการลงทุนของคุณแทน จะเห็นภาพการเงินตรงกว่ามาก

เทียบเบี้ยประกันหลายบริษัทก่อนตัดสินใจ

กรอกอายุ งบ และความคุ้มครองที่ต้องการครั้งเดียว เห็นเบี้ยรายปีของสุขภาพ อุบัติเหตุ และชีวิตเรียงเทียบกัน ช่วยให้คุณคุมสัดส่วนเบี้ยรวมได้ก่อนเซ็นจริง

เทียบเบี้ยประกัน
ย้ำ 3 ประเด็นก่อนตัดสินใจ
1

เบี้ยประกันรวมทุกกรมธรรม์ไม่ควรเกิน 10% ของรายได้ต่อปี (จุดสบายราว 5–7%) — "รวม" คือทุกแ…

2

จัดลำดับ: สุขภาพ+PA ก่อน แล้วชีวิต (ถ้ามีคนพึ่งพา) แล้วโรคร้าย ส่วนออม/ลงทุนควบไว้ท้ายสุด

3

อย่าซื้อจนกระทบเงินสำรองฉุกเฉิน 3–6 เดือน — ถ้าต้องกู้/รูดบัตร/ถอนลงทุนมาจ่ายเบี้ย แปลว่…

คำนวณจากงบจริง ไม่ใช่จากโบรชัวร์

ขั้นสุดท้ายคือแปลงกรอบทั้งหมดเป็นตัวเลขของคุณเอง ทำตามนี้

  1. ตั้งฐานรายได้ที่มั่นคงต่อปี — ฟรีแลนซ์ใช้เดือนต่ำสุดคูณ 12 พนักงานประจำใช้เงินเดือนสุทธิรวมโบนัสที่มั่นใจว่าได้
  2. คูณ 5–10% เพื่อได้เพดานเบี้ยรวมทั้งพอร์ต — ตัวเลขนี้คือกรอบที่ห้ามทะลุเมื่อรวมทุกกรมธรรม์
  3. จัดสรรตามลำดับ — เอาเงินก้อนนี้ไล่จ่ายสุขภาพ+PA ก่อน แล้วชีวิต (ถ้ามีคนพึ่งพา) แล้วโรคร้าย ที่เหลือค่อยพิจารณาออม/ลงทุนควบ
  4. เช็กเงินสำรองฉุกเฉิน — ถ้ายังไม่ครบ 3–6 เดือน ให้กันงบส่วนหนึ่งไปสร้างก่อน อย่าทุ่มเบี้ยจนไม่มีสภาพคล่อง
  5. ทดสอบเบี้ยระยะยาว — ดูตารางเบี้ยตอนอายุ 55–65 ว่ายังจ่ายไหวไหม เพราะเบี้ยสุขภาพปรับขึ้นตามอายุ

ตัวเลขค่าลดหย่อนภาษีก็ช่วยลดต้นทุนจริงของเบี้ยได้ เบี้ยประกันสุขภาพลดหย่อนได้สูงสุด 25,000 บาท และเบี้ยประกันชีวิตรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้ง) ลองกดตัวเลขของคุณในเครื่องคำนวณภาษี และดูว่างบที่ประหยัดได้ถ้าเอาไปลงทุนจะโตแค่ไหนด้วยเครื่องคำนวณดอกเบี้ยทบต้น — แต่อย่าให้ส่วนลดภาษีเป็นเหตุผลหลักในการซื้อ ความคุ้มครองที่ตรงความเสี่ยงและอยู่ในกรอบงบต้องมาก่อนเสมอ

ประกัน · วางแผนอ่านจบแล้ว ลองใช้เครื่องมือคำนวณของเราต่อ หรือดูบทความแนะนำในแถบข้าง