สรุปใน 30 วินาที
  • มีโรคประจำตัวส่วนใหญ่ยังซื้อประกันสุขภาพได้ แต่เงื่อนไขและเบี้ยต่างจากคนสุขภาพดี
  • ผลพิจารณามี 4 แบบ — รับปกติ / รับแต่เพิ่มเบี้ย / รับแต่ยกเว้นโรคที่เป็น / ปฏิเสธ และแต่ละบริษัทพิจารณาไม่เหมือนกัน ควรยื่นเทียบหลายเจ้า
  • แถลงสุขภาพตามจริงเสมอ การปกปิดเปิดช่องให้บริษัทปฏิเสธเคลมหรือบอกล้างสัญญาภายหลัง
  • ถ้าประกันเดี่ยวไม่รับ ยังมีประกันกลุ่มจากที่ทำงาน สิทธิบัตรทอง/ประกันสังคม และประกันโรคเฉพาะเป็นฐาน
แหล่งอ้างอิง เกณฑ์ เพดานตามกฎหมาย และเงื่อนไขในบทความนี้ อ้างอิงกรอบจากประกาศของ สำนักงาน คปภ. · กรมสรรพากร · สำนักงานประกันสังคม — ตัวเลขและเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบฉบับล่าสุดจากเว็บไซต์หน่วยงานและผู้ให้บริการโดยตรง (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569)
การเปิดเผยข้อมูล: หน้านี้อาจมีลิงก์พันธมิตรไปยังแพลตฟอร์มเปรียบเทียบประกัน หากคุณซื้อกรมธรรม์ผ่านลิงก์ เราอาจได้รับค่าแนะนำโดยเบี้ยที่คุณจ่ายไม่เพิ่มขึ้น ความเห็นทั้งหมดในบทความเป็นของกองบรรณาธิการ อ่านนโยบายฉบับเต็มได้ที่หน้าการเปิดเผยข้อมูล คำเตือน: ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไข ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

คำถามที่เราได้ยินบ่อยที่สุดจากคนที่เพิ่งตรวจเจอความดัน เบาหวาน ไขมันสูง หรือเคยผ่าตัดมาก่อน คือ "แบบนี้ยังซื้อประกันสุขภาพได้อยู่ไหม" — คำตอบตรง ๆ คือ ในหลายกรณียังซื้อได้ แต่เงื่อนไขและราคาจะไม่เหมือนคนสุขภาพดี และมีบางกรณีที่บริษัทเลือกจะไม่รับ

บทความนี้จะอธิบายว่าบริษัทประกันพิจารณาผู้มีโรคประจำตัวยังไง ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มีอะไรบ้าง ทำไมการแถลงตามจริงคือเรื่องที่ต่อรองไม่ได้ และถ้าประกันเดี่ยวไม่รับจริง ๆ ยังมีทางเลือกอะไรเหลือให้คุณคุ้มครองสุขภาพและการเงินได้อยู่

มีโรคประจำตัวยังซื้อได้ไหม — คำตอบสั้น ๆ

ได้ในหลายกรณี แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าประกันสุขภาพแบบสมัครเดี่ยวเป็นสัญญาที่บริษัทพิจารณารับความเสี่ยงเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ทุกคนสมัครแล้วได้เงื่อนไขเดียวกัน เมื่อคุณแจ้งประวัติสุขภาพ บริษัทจะประเมินว่าโรคที่คุณเป็นมีแนวโน้มทำให้เกิดค่ารักษาในอนาคตมากแค่ไหน แล้วจึงตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่ และรับด้วยเงื่อนไขแบบใด

ปัจจัยที่มีผลมาก ได้แก่ ชนิดของโรค ความรุนแรง การคุมอาการได้ดีแค่ไหน อายุ และประวัติการรักษา โรคที่คุมได้ดีและความเสี่ยงต่ำ เช่น ความดันหรือไขมันที่คุมด้วยยาได้นิ่ง มักมีโอกาสได้รับพิจารณาที่ดีกว่าโรคที่ยังไม่นิ่งหรือมีภาวะแทรกซ้อน (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบเงื่อนไขจริงกับแต่ละบริษัท เพราะแนวทางพิจารณาต่างกัน)

ผลพิจารณา 4 แบบที่บริษัทอาจตอบกลับ

เมื่อยื่นใบสมัครพร้อมแถลงสุขภาพ ผลที่ได้จะเป็นหนึ่งใน 4 แบบนี้

ผลพิจารณาความหมายสิ่งที่คุณควรทำ
รับปกติ รับด้วยเบี้ยและเงื่อนไขมาตรฐาน เหมือนคนสุขภาพดี ตรวจกรมธรรม์ให้แน่ใจว่าไม่มีข้อยกเว้นแฝง แล้วเดินหน้าได้
รับแต่เพิ่มเบี้ย รับคุ้มครองครบ แต่คิดเบี้ยสูงกว่าปกติเพื่อสะท้อนความเสี่ยง เทียบหลายบริษัท ส่วนเพิ่มเบี้ยแต่ละเจ้าไม่เท่ากัน
รับแต่ยกเว้นโรคที่เป็น คุ้มครองทุกอย่างยกเว้นโรคที่ระบุ (Exclusion) ยังมีประโยชน์กันโรคอื่น ๆ ที่เหลือ ชั่งน้ำหนักก่อนรับ
ปฏิเสธ บริษัทเลือกไม่รับความเสี่ยงนี้ ลองบริษัทอื่น หรือหันไปทางเลือกในหัวข้อถัดไป

ข้อสำคัญที่คนมองข้าม: แต่ละบริษัทพิจารณาไม่เหมือนกัน โรคเดียวกันบริษัทหนึ่งอาจปฏิเสธ แต่อีกบริษัทอาจรับโดยเพิ่มเบี้ยหรือยกเว้นเฉพาะโรคนั้น การถูกปฏิเสธจากเจ้าหนึ่งจึงไม่ได้แปลว่าหมดหนทาง การยื่นเทียบหลายเจ้าผ่านตัวแทนหรือแพลตฟอร์มเปรียบเทียบจึงคุ้มค่าเสมอ

มุมมองของเรา การถูก "ยกเว้นโรคที่เป็น" ฟังดูน่าผิดหวัง แต่จริง ๆ มักดีกว่าที่คิด เพราะประกันยังคุ้มครองอุบัติเหตุและโรคใหม่ ๆ อีกมากที่อาจเกิดในอนาคต การมีความคุ้มครองบางส่วนที่เคลมได้จริง ดีกว่าไม่มีอะไรเลย หรือดีกว่าการปกปิดเพื่อให้ได้กรมธรรม์เต็มที่สุดท้ายเคลมไม่ผ่าน

ทำไมต้องแถลงตามจริงเสมอ

นี่คือหัวใจของทั้งบทความ และเป็นเรื่องที่เราจะย้ำแบบไม่มีข้อยกเว้น: แถลงสุขภาพตามจริงทั้งหมดเสมอ ทั้งโรคที่เป็น ยาที่กินประจำ อาการที่เคยไปหาหมอ และประวัติการตรวจที่เคยเจอความผิดปกติ

เหตุผลตรงไปตรงมา สัญญาประกันตั้งอยู่บนหลักความสุจริตอย่างยิ่ง ผู้เอาประกันมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญตามจริง ถ้าคุณปกปิดประวัติเพื่อให้ผ่านการพิจารณาง่ายวันนี้ คุณกำลังสร้างระเบิดเวลาไว้ในกรมธรรม์ เพราะบริษัทมีสิทธิ์ปฏิเสธการจ่ายเคลมหรือบอกล้างสัญญาได้ในภายหลังหากพบว่ามีการปกปิดข้อความจริงที่เป็นสาระสำคัญ และมันมักถูกตรวจพบตอนคุณยื่นเคลมก้อนใหญ่ — คือวันที่คุณป่วยหนักและต้องการเงินก้อนนั้นที่สุด

พูดให้ชัด: กรมธรรม์ที่ได้มาด้วยการปกปิด คือกรมธรรม์ที่คุณจ่ายเบี้ยไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้เลยว่าถึงเวลาจริงมันอาจเคลมไม่ได้ การถูกเพิ่มเบี้ยหรือยกเว้นโรคแบบระบุชัดตั้งแต่วันแรก เจ็บน้อยกว่าและแน่นอนกว่ามาก

อย่าให้ใครแนะนำให้ปกปิด ถ้าตัวแทนหรือใครก็ตามบอกให้คุณ "ไม่ต้องแจ้งก็ได้" เพื่อให้ผ่านง่าย ๆ นั่นคือคำแนะนำที่เป็นภัยกับตัวคุณเอง ไม่ใช่ประโยชน์ คนที่รับความเสียหายตอนเคลมไม่ผ่านคือคุณ ไม่ใช่คนแนะนำ ยืนยันแถลงตามจริงเสมอ และเก็บสำเนาใบแถลงสุขภาพไว้เป็นหลักฐาน

ทางเลือกเมื่อประกันเดี่ยวไม่รับ

ถ้ายื่นหลายเจ้าแล้วยังถูกปฏิเสธ หรือเงื่อนไขที่ได้ไม่คุ้ม ยังมีทางเลือกอื่นที่ช่วยคุ้มครองสุขภาพและการเงินได้

  • ประกันกลุ่มจากที่ทำงาน — ประกันกลุ่มมักไม่ต้องตรวจสุขภาพรายคนและรับพนักงานแบบเหมารวม จึงเป็นช่องทางที่คนมีโรคประจำตัวเข้าถึงความคุ้มครองได้ง่ายที่สุด ถ้าที่ทำงานมี ให้ใช้ให้เต็มที่ และเข้าใจว่ามันหายไปพร้อมงาน
  • สิทธิรัฐ — บัตรทองและประกันสังคม — คนไทยทุกคนมีสิทธิหลักประกันสุขภาพของรัฐเป็นฐานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตรทอง (หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า) หรือประกันสังคมสำหรับผู้ประกันตน สิทธิเหล่านี้ไม่ปฏิเสธคุณเพราะมีโรคประจำตัว และครอบคลุมการรักษาโรคเรื้อรังจำนวนมาก ควรถือเป็นฐานความคุ้มครองเสมอ (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขปัจจุบันอีกครั้ง)
  • ประกันโรคเฉพาะ — บางแผน เช่น ประกันมะเร็งหรือประกันโรคร้ายแรง อาจมีเงื่อนไขพิจารณาต่างจากประกันสุขภาพทั่วไป และอาจรับได้ในกรณีที่ประกันสุขภาพเหมาจ่ายไม่รับ ลองพิจารณาเป็นส่วนเสริม อ่านต่อที่ประกันโรคร้ายแรง — จำเป็นไหมถ้ามีเหมาจ่ายแล้ว
ทางเลือกจุดแข็งสำหรับคนมีโรคประจำตัวข้อจำกัดที่ต้องรู้
ประกันกลุ่มจากที่ทำงาน มักไม่ต้องตรวจสุขภาพรายคน รับพนักงานแบบเหมารวม — เข้าถึงง่ายที่สุด ความคุ้มครองหายไปพร้อมงาน
สิทธิรัฐ — บัตรทอง / ประกันสังคม ไม่ปฏิเสธเพราะมีโรคประจำตัว ครอบคลุมการรักษาโรคเรื้อรังจำนวนมาก เป็นฐานความคุ้มครอง — เงื่อนไขและสิทธิเป็นไปตามระบบ ควรตรวจสอบสิทธิปัจจุบัน
ประกันโรคเฉพาะ (มะเร็ง / โรคร้ายแรง) เงื่อนไขพิจารณาต่างจากประกันสุขภาพทั่วไป อาจรับได้แม้เหมาจ่ายไม่รับ เป็นส่วนเสริม คุ้มครองเฉพาะโรคที่ระบุ ไม่แทนประกันสุขภาพหลัก

ทางเลือกความคุ้มครองเมื่อประกันเดี่ยวไม่รับ จากเนื้อหาข้างต้น — ใช้สิทธิรัฐและประกันกลุ่มเป็นฐานเสมอ แล้วเติมส่วนที่ขาด

ยื่นเทียบหลายบริษัทพร้อมกัน

โรคเดียวกัน แต่ละบริษัทพิจารณาไม่เท่ากัน กรอกข้อมูลครั้งเดียวเทียบผลพิจารณาและเบี้ยหลายเจ้า เพิ่มโอกาสเจอเจ้าที่รับด้วยเงื่อนไขที่ดีที่สุด

เทียบเบี้ยประกันสุขภาพ

ระยะรอคอยและข้อควรระวัง

แม้จะได้รับพิจารณาแล้ว ยังมีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องเข้าใจ

ระยะรอคอย (Waiting Period) — ช่วงเวลาหลังกรมธรรม์เริ่มที่ยังเคลมไม่ได้ โดยทั่วไป 30 วันสำหรับการเจ็บป่วยทั่วไป และ 90–120 วันสำหรับโรคที่กำหนดไว้เฉพาะ เช่น เนื้องอก นิ่ว ไส้เลื่อน ต้อกระจก (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบเงื่อนไขจริงของแต่ละกรมธรรม์) เงื่อนไขนี้ตอกย้ำหลักการเดียวกันกับที่เราพูดเสมอ — ประกันสุขภาพควรซื้อตอนยังไม่ป่วย ยิ่งซื้อเร็วตอนสุขภาพยังดี ยิ่งผ่านพิจารณาง่าย ไม่โดนเพิ่มเบี้ยหรือยกเว้นโรค และผ่านระยะรอคอยไปตั้งแต่ยังแข็งแรง

ข้อควรระวังอีกจุด: ถ้าคุณมีกรมธรรม์เดิมอยู่แล้วและคิดจะเปลี่ยนเจ้าใหม่ อย่ายกเลิกของเดิมก่อนที่เล่มใหม่จะอนุมัติและผ่านระยะรอคอยเรียบร้อย เพราะสุขภาพที่เปลี่ยนไปอาจทำให้เจ้าใหม่เพิ่มเบี้ย ยกเว้นโรค หรือปฏิเสธ การมีของเดิมคุ้มครองต่อเนื่องระหว่างเปลี่ยนจึงปลอดภัยกว่าเสมอ

ย้ำ 3 ประเด็นก่อนตัดสินใจ
1

มีโรคประจำตัวส่วนใหญ่ยังซื้อประกันสุขภาพได้ แต่เงื่อนไขและเบี้ยต่างจากคนสุขภาพดี

2

ผลพิจารณามี 4 แบบ — รับปกติ / รับแต่เพิ่มเบี้ย / รับแต่ยกเว้นโรคที่เป็น / ปฏิเสธ และแต่ล…

3

แถลงสุขภาพตามจริงเสมอ การปกปิดเปิดช่องให้บริษัทปฏิเสธเคลมหรือบอกล้างสัญญาภายหลัง

สรุปสิ่งที่ควรทำ

  1. ยื่นสมัครและแถลงตามจริง — อย่าตัดสินใจแทนบริษัทว่าจะถูกปฏิเสธ หลายคนคิดว่าตัวเองซื้อไม่ได้ทั้งที่จริงยังได้ ยื่นดูก่อนด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน
  2. เทียบหลายบริษัท — โรคเดียวกันผลพิจารณาต่างกันมาก ถูกปฏิเสธเจ้าหนึ่งไม่ได้แปลว่าจบ
  3. ใช้สิทธิรัฐและประกันกลุ่มเป็นฐานเสมอ — บัตรทองหรือประกันสังคมไม่ปฏิเสธคุณเพราะมีโรคประจำตัว ถือเป็นฐานความคุ้มครองไว้ก่อน
  4. ถ้ายังไม่มีโรค อย่ารอ — ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้ตอนสุขภาพยังดี นี่คือเวลาที่ดีที่สุดในการซื้อ ก่อนที่โรคประจำตัวจะเข้ามาเปลี่ยนเงื่อนไขทั้งหมด

เบี้ยประกันสุขภาพยังใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 25,000 บาทต่อปี (รวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วไม่เกิน 100,000 บาท ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้ง) ลองกดตัวเลขในเครื่องคำนวณภาษี — แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องภาษี มันคือเรื่องของการมีความคุ้มครองที่เคลมได้จริงในวันที่คุณต้องการมันที่สุด และการแถลงตามจริงคือกุญแจของทั้งหมด

ประกัน · สุขภาพอ่านจบแล้ว ลองใช้เครื่องมือคำนวณของเราต่อ หรือดูบทความแนะนำในแถบข้าง