สรุปใน 30 วินาที
  • เงินสินไหมกรณีเสียชีวิตไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ผู้รับผลประโยชน์ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เต็มจำนวน
  • ถ้าระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ชัดเจน เงินจ่ายตรง ไม่เข้ากองมรดก เจ้าหนี้โดยหลักเอื้อมไม่ถึง
  • ถ้าไม่ระบุ (หรือผู้รับเสียชีวิตก่อน) เงินตกเข้ากองมรดก ต้องแบ่งตามกฎหมายและอาจถูกหนี้หักก่อน
  • เงินครบกำหนด/เวนคืน ต่างจากสินไหมมรณกรรม มีหลักภาษีเป็นรายกรณี
แหล่งอ้างอิง เกณฑ์ เพดานตามกฎหมาย และเงื่อนไขในบทความนี้ อ้างอิงกรอบจากประกาศของ สำนักงาน คปภ. · กรมสรรพากร — ตัวเลขและเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบฉบับล่าสุดจากเว็บไซต์หน่วยงานและผู้ให้บริการโดยตรง (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569)
การเปิดเผยข้อมูล: หน้านี้อาจมีลิงก์พันธมิตรไปยังแพลตฟอร์มเปรียบเทียบประกัน หากคุณซื้อกรมธรรม์ผ่านลิงก์ เราอาจได้รับค่าแนะนำโดยเบี้ยที่คุณจ่ายไม่เพิ่มขึ้น ความเห็นทั้งหมดในบทความเป็นของกองบรรณาธิการ อ่านนโยบายฉบับเต็มได้ที่หน้าการเปิดเผยข้อมูล คำเตือน: ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไข ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

คำถามที่เราได้ยินบ่อยที่สุดเรื่องประกันชีวิตไม่ใช่ "ควรทำทุนเท่าไหร่" แต่เป็น "พอเราตาย คนที่รับเงินต้องเสียภาษีไหม แล้วเงินก้อนนี้จะถูกดึงไปหารกับหนี้หรือญาติคนอื่นหรือเปล่า" คำถามนี้สำคัญมาก เพราะทั้งจุดประสงค์ของการทำประกันชีวิต — การทิ้งเงินก้อนไว้ให้คนข้างหลังไม่ลำบาก — จะพังทันทีถ้าเงินไม่ถึงมือคนที่ตั้งใจ หรือถูกหักไปเกินคาด

ข่าวดีคือกฎหมายไทยค่อนข้างเมตตากับเงินสินไหมมรณกรรม แต่ความเมตตานั้นมีเงื่อนไข และเงื่อนไขสำคัญที่สุดอยู่ที่คุณทำถูกต้องหรือไม่ตอนกรอกใบคำขอ ไม่ใช่ตอนที่เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว บทความนี้จะแยกให้ชัดว่าอะไรได้รับยกเว้น อะไรต้องระวัง และการวางแผนที่ถูกต้องหน้าตาเป็นอย่างไร (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้งกับที่ปรึกษาภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนตัดสินใจ)

สินไหมมรณกรรมต้องเสียภาษีเงินได้ไหม

โดยหลัก เงินสินไหมมรณกรรมที่ผู้รับผลประโยชน์ได้รับจากการเสียชีวิตของผู้เอาประกัน ไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน จึงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้รับผลประโยชน์รับเงินก้อนเต็มจำนวนตามทุนประกัน ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ปลายปี และไม่ต้องเสียภาษี ณ ที่จ่ายจากตัวสินไหม

นี่คือคุณสมบัติที่ทำให้ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือส่งต่อทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพ เพราะเป็นหนึ่งในไม่กี่วิธีที่เงินก้อนใหญ่เปลี่ยนมือได้โดยแทบไม่มีการหักภาษีระหว่างทาง ต่างจากการขายทรัพย์สินหรือเงินได้ประเภทอื่นที่มักมีภาระภาษีตามมา

แต่ต้องแยกให้ออก: การยกเว้นนี้ใช้กับ "สินไหมกรณีเสียชีวิต" เป็นหลัก ส่วนเงินที่ได้จากกรมธรรม์ในกรณีอื่น เช่น เงินคืนระหว่างสัญญา เงินครบกำหนด หรือเงินเวนคืน มีหลักภาษีที่ต่างออกไป ซึ่งเราจะพูดถึงในหัวข้อท้ายบทความ

ประเด็นที่มักเข้าใจผิด "ไม่เสียภาษีเงินได้" ไม่ได้แปลว่า "ไม่เกี่ยวกับกฎหมายมรดกและภาษีมรดกเลย" ทั้งสองเรื่องเป็นคนละกฎหมายกัน การที่ผู้รับไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ยังต้องดูต่อว่าเงินนั้นตกเป็นของผู้รับผลประโยชน์โดยตรง หรือตกเข้ากองมรดก ซึ่งให้ผลต่างกันมาก
เงินที่ได้จากกรมธรรม์การเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
เงินสินไหมกรณีเสียชีวิต (ผู้รับผลประโยชน์) ไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน — ยกเว้นภาษีเงินได้เต็มจำนวน
เงินครบกำหนดสัญญา / เงินคืนระหว่างสัญญา พิจารณาเป็นรายกรณี ส่วนที่เกินเบี้ยที่จ่ายไปอาจมีประเด็นภาษี
เงินเวนคืนกรมธรรม์ (Surrender) พิจารณาเป็นรายกรณี + อาจเสียสิทธิลดหย่อนเบี้ยที่เคยใช้
เบี้ยประกันชีวิต (สิทธิของผู้เอาประกัน) ลดหย่อนได้ตามจ่ายจริง สูงสุด 100,000 บาท/ปี ตามเงื่อนไข

ที่มา: กรมสรรพากร — ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 — เป็นเพดาน/เกณฑ์ตามกฎหมาย อัตราจริงของแต่ละผู้ให้บริการอาจต่างออกไป โปรดตรวจสอบฉบับล่าสุด

ระบุผู้รับผลประโยชน์ — จุดชี้เป็นชี้ตายของเงินก้อนนี้

นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดของทั้งบทความ และเป็นจุดที่คนทำผิดพลาดมากที่สุดโดยไม่รู้ตัว

เมื่อคุณระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ไว้ในกรมธรรม์อย่างชัดเจน เงินสินไหมจะจ่ายตรงให้บุคคลนั้นตามสัญญาประกันภัย เงินก้อนนี้ไม่ตกเข้ากองมรดกของผู้ตาย ผลที่ตามมามีสองอย่างที่สำคัญมาก: หนึ่ง เจ้าหนี้ของผู้ตายโดยหลักไม่มีสิทธิ์เรียกเงินสินไหมส่วนนี้ไปชำระหนี้ (ยกเว้นบางกรณีตามที่กฎหมายกำหนด เช่น เบี้ยที่จ่ายไปเกินกว่าปกติ) และสอง เงินไม่ต้องเข้ากระบวนการแบ่งมรดกที่อาจใช้เวลาและเกิดข้อพิพาทระหว่างทายาท ผู้รับผลประโยชน์ยื่นเอกสารกับบริษัทประกันแล้วรับเงินได้ตรง

ในทางกลับกัน ถ้าคุณไม่ระบุผู้รับผลประโยชน์ หรือระบุว่า "ให้แก่กองมรดก / ทายาท" หรือผู้รับผลประโยชน์ที่ระบุไว้เสียชีวิตไปก่อนโดยไม่ได้แก้ไข เงินสินไหมจะตกเข้ากองมรดก ซึ่งเปลี่ยนสถานการณ์ทั้งหมด: เงินต้องนำไปแบ่งตามกฎหมายมรดกหรือพินัยกรรม อาจต้องนำไปชำระหนี้ของผู้ตายก่อน และเข้าสู่กระบวนการจัดการมรดกที่ช้ากว่ามาก คนที่คุณอยากให้ได้เงินอาจได้ไม่เต็ม หรือไม่ได้เลยถ้ามีเจ้าหนี้หรือทายาทลำดับอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

สถานการณ์เงินสินไหมตกที่ไหนความเสี่ยง
ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ชัดเจน + ยังมีชีวิต จ่ายตรงให้ผู้รับผลประโยชน์ ไม่เข้ากองมรดก ต่ำ — เจ้าหนี้โดยหลักเอื้อมไม่ถึง รับเงินได้เร็ว
ไม่ได้ระบุผู้รับผลประโยชน์ ตกเข้ากองมรดก สูง — ต้องแบ่งตามกฎหมาย/พินัยกรรม อาจโดนหนี้หักก่อน
ผู้รับผลประโยชน์เสียชีวิตก่อน โดยไม่แก้ไขกรมธรรม์ โดยทั่วไปตกเข้ากองมรดก สูง — เจตนาเดิมสูญ เงินเข้าสู่กระบวนการมรดก
ระบุหลายคน + สัดส่วนชัดเจน จ่ายตรงตามสัดส่วนที่ระบุ ต่ำ — แต่ต้องเขียนสัดส่วนให้รวมครบ 100%
สิ่งที่ควรทำวันนี้ เปิดกรมธรรม์ทุกฉบับที่มี ตรวจช่องผู้รับผลประโยชน์ว่าระบุใครไว้ ระบุสัดส่วนครบไหม และคนเหล่านั้นยังมีชีวิตและยังเป็นคนที่คุณตั้งใจให้อยู่หรือเปล่า ถ้าเพิ่งแต่งงาน หย่า มีลูก หรือผู้รับผลประโยชน์เดิมเสียชีวิต ให้แจ้งบริษัทเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ทันที ขั้นตอนนี้ฟรีและใช้เวลาไม่นาน แต่เป็นสิ่งที่กำหนดว่าเงินทั้งก้อนจะถึงมือใคร

ความสัมพันธ์กับภาษีมรดก

ประเทศไทยมีภาษีการรับมรดกที่บังคับใช้จริง โดยหลักการคือ ทายาทที่รับมรดกจากกองมรดกมูลค่าเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด (ตามกฎหมายภาษีการรับมรดก) จะเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ในอัตราที่กำหนด โดยบุพการี/ผู้สืบสันดานเสียในอัตราที่ต่ำกว่าผู้รับที่เป็นบุคคลอื่น ส่วนคู่สมรสได้รับยกเว้น (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบเกณฑ์และอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากรอีกครั้ง เพราะตัวเลขเกณฑ์อาจมีการปรับ)

จุดที่ต้องเชื่อมโยงคือ: ถ้าเงินสินไหมจ่ายตรงให้ผู้รับผลประโยชน์และไม่ตกเข้ากองมรดก เงินก้อนนั้นก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกองมรดกที่นำมาคำนวณภาษีการรับมรดก แต่ถ้าเงินตกเข้ากองมรดก (เพราะไม่ระบุผู้รับผลประโยชน์) เงินนั้นย่อมกลายเป็นทรัพย์ในกองมรดกที่ต้องนำมาพิจารณาตามกฎหมายมรดกและอาจกระทบการคำนวณภาษีการรับมรดกของทายาท

เห็นได้ชัดว่าการระบุผู้รับผลประโยชน์ให้ถูกต้อง ไม่ได้แค่ทำให้เงินถึงมือเร็ว แต่ยังมีนัยด้านภาษีมรดกด้วย นี่คือเหตุผลว่าทำไมประกันชีวิตจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือวางแผนส่งต่อทรัพย์อย่างแพร่หลาย

ใช้ประกันวางแผนส่งต่อทรัพย์อย่างไร

เมื่อรวมคุณสมบัติทั้งหมด — ยกเว้นภาษีเงินได้ จ่ายตรงไม่เข้ากองมรดกเมื่อระบุผู้รับผลประโยชน์ และไม่ต้องผ่านกระบวนการแบ่งมรดกที่ยืดเยื้อ — ประกันชีวิตจึงกลายเป็นเครื่องมือส่งต่อทรัพย์ที่ทรงพลังในสามสถานการณ์หลัก

หนึ่ง สร้างสภาพคล่องให้ทายาททันที ถ้ามรดกส่วนใหญ่เป็นทรัพย์ที่ขายยาก เช่น ที่ดินหรือหุ้นในกิจการครอบครัว ทายาทอาจไม่มีเงินสดจ่ายค่าใช้จ่ายเฉพาะหน้าหรือภาษีที่เกี่ยวข้อง ทุนประกันที่จ่ายเป็นเงินสดตรงให้ผู้รับผลประโยชน์ช่วยอุดช่องว่างนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรีบขายทรัพย์ในราคาถูก

สอง กำหนดผู้รับได้แม่นยำ คุณระบุได้ว่าใครได้เท่าไหร่ผ่านการกำหนดผู้รับผลประโยชน์และสัดส่วน ซึ่งช่วยลดข้อพิพาทและทำให้เจตนาของคุณชัดเจนกว่าการปล่อยให้ทุกอย่างไปตามการแบ่งมรดกทั่วไป

สาม ปกป้องเงินก้อนสำหรับคนที่พึ่งพาคุณ เช่น บุตรที่ยังเล็กหรือคู่ครองที่ไม่มีรายได้ เงินที่จ่ายตรงและไม่ต้องเข้ากระบวนการมรดกช่วยให้คนกลุ่มนี้มีหลักประกันเร็วในช่วงที่เปราะบางที่สุด

ก่อนตัดสินใจว่าจะทำทุนเท่าไหร่ ลองประเมินความต้องการจริงของครอบครัวด้วยคู่มือคำนวณทุนประกันชีวิตที่ควรมี และถ้ายังลังเลระหว่างแบบชั่วระยะเวลากับตลอดชีพ อ่านประกันชีวิต Term กับตลอดชีพ แบบไหนคุ้มกว่า ประกอบ เพราะแบบตลอดชีพมักถูกเลือกเพื่อวัตถุประสงค์ส่งต่อทรัพย์โดยเฉพาะ

เทียบแบบประกันชีวิตหลายบริษัทเพื่อวางแผนส่งต่อทรัพย์

กรอกอายุและทุนที่ต้องการครั้งเดียว เห็นเบี้ยและเงื่อนไขของหลายบริษัทเรียงเทียบกัน ก่อนตัดสินใจเลือกแบบที่เหมาะกับแผนมรดกของคุณ

เทียบแบบประกันชีวิต

เวนคืน กับ ครบสัญญา — ภาษีต่างกัน

จนถึงตรงนี้เราพูดเรื่องสินไหมกรณีเสียชีวิต แต่ประกันชีวิตหลายแบบยังจ่ายเงินในกรณีอื่นที่ผู้เอาประกันยังมีชีวิต ซึ่งหลักภาษีไม่เหมือนกัน ต้องแยกให้ชัด

เงินครบกำหนดสัญญา (Maturity) และเงินคืนระหว่างสัญญา — เงินที่ได้ตอนกรมธรรม์ครบกำหนด หรือเงินจ่ายคืนตามเงื่อนไขระหว่างทาง ส่วนที่เป็นผลตอบแทนเกินกว่าเบี้ยที่จ่ายไปอาจมีประเด็นภาษีเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมธรรม์ที่มีลักษณะออมทรัพย์ระยะสั้นซึ่งอาจไม่เข้าเงื่อนไขการยกเว้นเหมือนประกันชีวิตทั่วไป จุดนี้ต่างจากสินไหมมรณกรรมอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ได้เกิดจากการเสียชีวิต

เงินเวนคืนกรมธรรม์ (Surrender) — เมื่อคุณยกเลิกกรมธรรม์ก่อนกำหนดและรับมูลค่าเวนคืน เงินส่วนที่เกินกว่าเบี้ยสะสมก็อาจเข้าข่ายต้องพิจารณาภาษีเช่นกัน และการเวนคืนก่อนกำหนดยังทำให้คุณสูญเสียสิทธิลดหย่อนภาษีเบี้ยที่เคยใช้ไปในบางกรณี รวมถึงมูลค่าเวนคืนช่วงต้นสัญญามักต่ำกว่าเบี้ยที่จ่ายไปมาก การเวนคืนจึงควรเป็นทางเลือกสุดท้าย

สรุปหลักจำง่าย: เสียชีวิต = สินไหมยกเว้นภาษีเงินได้ / มีชีวิตแล้วรับเงินคืน–ครบกำหนด–เวนคืน = ต้องดูเงื่อนไขภาษีเป็นรายกรณี ถ้ากรมธรรม์ของคุณมีองค์ประกอบออมทรัพย์หรือลงทุน ควรสอบถามเงื่อนไขภาษีให้ชัดตั้งแต่ก่อนซื้อ (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้ง)

อย่าเวนคืนเพราะร้อนเงินชั่วคราว ถ้าจำเป็นต้องใช้เงินด่วน ลองถามบริษัทเรื่องการกู้ตามกรมธรรม์ (Policy Loan) หรือการลดทุน/พักชำระเบี้ยก่อน มักเสียหายน้อยกว่าการเวนคืนทั้งฉบับ เพราะการเวนคืนทำให้คุณเสียทั้งความคุ้มครอง มูลค่าเวนคืนที่มักต่ำกว่าเบี้ย และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่สะสมมา
ย้ำ 3 ประเด็นก่อนตัดสินใจ
1

เงินสินไหมกรณีเสียชีวิตไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ผู้รับผลประโยชน์ได้รับยกเว้นภาษีเงินไ…

2

ถ้าระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ชัดเจน เงินจ่ายตรง ไม่เข้ากองมรดก เจ้าหนี้โดยหลักเอื้อมไม่ถึง

3

ถ้าไม่ระบุ (หรือผู้รับเสียชีวิตก่อน) เงินตกเข้ากองมรดก ต้องแบ่งตามกฎหมายและอาจถูกหนี้หัก…

สรุปสิ่งที่ต้องตรวจในกรมธรรม์

  1. ช่องผู้รับผลประโยชน์ต้องมีชื่อชัดเจน — อย่าปล่อยว่าง อย่าระบุแค่ "ทายาท" ถ้าต้องการให้เงินไม่เข้ากองมรดก
  2. ระบุสัดส่วนให้ครบและอัปเดตตามชีวิตจริง — แต่งงาน หย่า มีลูก หรือผู้รับผลประโยชน์เสียชีวิต ให้แจ้งเปลี่ยนทันที
  3. แยกกรณีให้ออก — เสียชีวิตได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ แต่เงินครบกำหนด/เวนคืนมีหลักภาษีต่างออกไป
  4. ถ้าวางแผนมรดก ประเมินทุนจากความต้องการจริง — สภาพคล่องที่ทายาทต้องใช้ ไม่ใช่ตัวเลขกลม ๆ
  5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อมูลค่าทรัพย์สูง — เรื่องภาษีมรดกและการวางโครงสร้างส่งต่อทรัพย์ควรมีที่ปรึกษาภาษีช่วยดู

เบี้ยประกันชีวิตยังใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปีตามเงื่อนไข ลองกดตัวเลขของคุณในเครื่องคำนวณภาษี เพื่อดูว่าประหยัดภาษีได้เท่าไหร่ แต่จำไว้เสมอว่าจุดประสงค์หลักของประกันชีวิตคือความคุ้มครองและการส่งต่อทรัพย์ให้คนข้างหลัง สิทธิลดหย่อนเป็นแค่ของแถม ไม่ใช่เหตุผลหลักในการซื้อ

ประกัน · ภาษี-มรดกอ่านจบแล้ว ลองใช้เครื่องมือคำนวณของเราต่อ หรือดูบทความแนะนำในแถบข้าง