สรุปใน 30 วินาที
  • Warrant ออกโดยบริษัทจดทะเบียนเอง (ใช้สิทธิแล้วเกิดหุ้นใหม่/dilution) ส่วน DW ออกโดยโบรกและจ่ายส่วนต่างเป็นเงินสด
  • DW เล่นได้สองทาง (Call ขาขึ้น / Put ขาลง) มีโบรกดูแลสภาพคล่อง แต่อายุสั้นและค่าเสื่อมเวลากัดแรงกว่า
  • อัตราทด (leverage) ขยายทั้งกำไรและขาดทุนเท่ากัน — หุ้นแม่ขยับ 4% ตัวที่ทด ~5 เท่าขยับราว 20%
  • ครบอายุตอน out of the money = เงินหายทั้งจำนวน ใช้เฉพาะเงินที่ยอมเสียได้ทั้งหมด
แหล่งอ้างอิง เกณฑ์ เพดานตามกฎหมาย และเงื่อนไขในบทความนี้ อ้างอิงกรอบจากประกาศของ สำนักงาน ก.ล.ต. · ตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) — ตัวเลขและเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบฉบับล่าสุดจากเว็บไซต์หน่วยงานและผู้ให้บริการโดยตรง (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569)
การเปิดเผยข้อมูล: บทความนี้ให้ข้อมูลเชิงการศึกษาเกี่ยวกับตราสารอนุพันธ์ที่มีความเสี่ยงสูง และอาจมีลิงก์พันธมิตรไปยังโบรกเกอร์ หากคุณเปิดบัญชีผ่านลิงก์ เราอาจได้รับค่าแนะนำโดยคุณไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ความเห็นทั้งหมดเป็นของกองบรรณาธิการ Warrant และ DW เป็นเครื่องมือเลเวอเรจที่อาจทำให้เงินลงทุนสูญทั้งจำนวน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

Warrant กับ DW คืออะไร — ใครเป็นคนออก

ทั้งสองอย่างเป็น "สิทธิ" ที่ให้ผู้ถือซื้อหุ้นอ้างอิงในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ภายในเวลาที่กำหนด แต่จุดที่ต่างกันตั้งแต่ต้นทางคือ "ใครเป็นคนออก" ซึ่งเปลี่ยนธรรมชาติของมันทั้งหมด

Warrant (ใบสำคัญแสดงสิทธิ) ออกโดยบริษัทจดทะเบียนเอง มักแจกให้ผู้ถือหุ้นเดิมหรือแนบมากับการเพิ่มทุน ตัวอย่างชื่อบนกระดานจะเป็นแบบ ABC-W1 เมื่อผู้ถือใช้สิทธิแปลงเป็นหุ้น บริษัทจะออกหุ้นใหม่เพิ่มเข้าระบบ นั่นหมายความว่าการใช้สิทธิ warrant ทำให้จำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัทเพิ่มขึ้น เกิดผลกระทบที่เรียกว่า dilution ต่อผู้ถือหุ้นเดิม

DW (Derivative Warrant / ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์) ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ไม่ใช่บริษัทเจ้าของหุ้น โบรกทำหน้าที่เป็นผู้ออกและผู้ดูแลสภาพคล่อง ชื่อบนกระดานจะเป็นแบบ ABC01C2612A ซึ่งบอกทั้งหุ้นอ้างอิง ผู้ออก ประเภท (C = Call ขาขึ้น, P = Put ขาลง) และเดือนหมดอายุ เมื่อ DW ครบกำหนด โบรกจะจ่ายส่วนต่างเป็นเงินสด ไม่มีการออกหุ้นใหม่และไม่มี dilution

ความต่างข้อนี้สำคัญกว่าที่คนคิด: warrant ผูกกับโครงสร้างทุนของบริษัทจริง ๆ ส่วน DW เป็นเพียงสัญญาเดิมพันราคาระหว่างคุณกับโบรก ที่บังเอิญอ้างอิงหุ้นตัวเดียวกัน

ตารางเทียบชัด ๆ: Warrant vs DW

มิติWarrantDW
ผู้ออก บริษัทจดทะเบียนเจ้าของหุ้น บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์)
เมื่อใช้สิทธิ บริษัทออกหุ้นใหม่ (เกิด dilution) จ่ายส่วนต่างเป็นเงินสด ไม่มีหุ้นใหม่
ทิศทางที่เล่นได้ ขาขึ้นเป็นหลัก ทั้งขาขึ้น (Call) และขาลง (Put)
อายุทั่วไป ยาว มักหลายปี สั้น มักไม่กี่เดือน
ผู้ดูแลสภาพคล่อง ไม่มีเจ้าประจำ ขึ้นกับตลาด โบรกผู้ออกทำหน้าที่ตั้งราคาซื้อ-ขาย
ความเสี่ยงเงินหมดเกลี้ยง มี ถ้าหมดอายุตอนราคาต่ำกว่าสิทธิ มี และเกิดเร็วกว่าเพราะอายุสั้น

สังเกตว่า DW ยืดหยุ่นกว่า (เล่นได้สองทาง มีคนคอยตั้งราคาให้) แต่ก็อันตรายกว่าเพราะอายุสั้น ค่าเสื่อมเวลาจึงกัดแรงกว่า ส่วน warrant อายุยาวกว่าแต่ผูกกับบริษัทเดียวและสภาพคล่องเอาแน่ไม่ได้

อัตราทดและ leverage — ทำไมกำไรขาดทุนแรงกว่าหุ้นแม่

หัวใจที่ทำให้คนสนใจเครื่องมือกลุ่มนี้คือ "อัตราทด" (gearing / effective gearing) มันหมายถึงว่าเมื่อหุ้นแม่ขยับ 1% ราคา warrant หรือ DW จะขยับกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าอัตราทดเป็น 5 เท่า แปลว่าหุ้นแม่ขึ้น 2% DW อาจขึ้นราว 10% ฟังดูเย้ายวน จนกว่าจะจำได้ว่ามันทำงานสองทางเท่ากันเป๊ะ — หุ้นแม่ลง 2% DW ก็ลงราว 10% เช่นกัน

ลองดูตัวอย่างเชิงหลักการ สมมติหุ้นแม่ราคา 100 บาท และ DW Call ที่มีอัตราทดประมาณ 5 เท่า ราคาซื้อขาย 1 บาท

หุ้นแม่เปลี่ยนผลต่อคนถือหุ้นแม่ผลต่อคนถือ DW (ทด ~5x)
+4% +4% ~+20%
−4% −4% ~−20%
−20% −20% อาจเข้าใกล้ 0 บาท

ภาพเทียบขนาดการเคลื่อนไหวเมื่อหุ้นแม่ขยับ 4% — DW ที่อัตราทด ~5 เท่าขยับราว 20% ทั้งขาขึ้นและขาลง

นี่คือความหมายที่แท้จริงของหัวข้อบทความ: เครื่องมือทวีกำไรที่ทวีขาดทุนได้เท่ากัน ไม่มีเวอร์ชันที่เพิ่มแค่กำไรฝั่งเดียว leverage เป็นดาบสองคมที่คมทั้งสองด้านเสมอ ตัวเลขอัตราทดนี้เป็นภาพประกอบเชิงหลักการ ค่าจริงเปลี่ยนตลอดตามราคาและเวลา ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบค่าจริงของแต่ละรุ่นอีกครั้ง

ก่อนซื้อ ให้คำนวณ position ก่อน เพราะ leverage ทำให้เงินก้อนเล็กเคลื่อนไหวแรงมาก การกำหนดขนาดเงินที่ยอมเสียได้จริงจึงสำคัญกว่าการเลือกตัว ลองใช้เครื่องมือคำนวณขนาดการลงทุนตั้งเพดานความเสียหายก่อนกดซื้อทุกครั้ง

ค่าเสื่อมเวลาและการหมดอายุ — ศัตรูที่กัดกินทุกวัน

ต่างจากหุ้นที่ถือไว้เฉย ๆ ได้ตลอดชีวิต warrant และ DW มี "วันหมดอายุ" และมูลค่าของมันแบ่งเป็นสองส่วน: มูลค่าที่แท้จริง (ราคาหุ้นแม่เทียบกับราคาใช้สิทธิ) และมูลค่าเวลา ยิ่งใกล้วันหมดอายุ มูลค่าเวลายิ่งลดลงเรื่อย ๆ จนเป็นศูนย์ในวันสุดท้าย ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า time decay และมันทำงานทุกวันแม้ราคาหุ้นแม่จะนิ่งสนิท

ความหมายในทางปฏิบัติที่โหดร้ายคือ คุณอาจ "เดาทิศถูก" ว่าหุ้นจะขึ้น แต่ถ้ามันขึ้นช้าเกินไป ค่าเสื่อมเวลาอาจกินกำไรจนหมดก่อนที่คุณจะได้ประโยชน์ กับหุ้นปกติ เวลาอยู่ข้างคุณ กับ DW เวลาอยู่ข้างผู้ออกเสมอ

สถานการณ์ที่เจ็บที่สุด: ครบอายุตอน "out of the money" ถ้า DW Call หมดอายุตอนที่ราคาหุ้นแม่ยังต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ มูลค่าสุดท้ายคือศูนย์ ไม่ใช่ขาดทุนบางส่วน แต่คือเงินลงทุนหายทั้งจำนวน เครื่องมือนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่คุณ "ถูกเรื่องบริษัท" แต่ยัง "เสียเงินทั้งหมด" ได้ เพราะเดิมพันผิดเรื่องเวลา

ใช้เก็งกำไรกับป้องกันความเสี่ยง ต่างกันยังไง

เครื่องมือกลุ่มนี้มีสองหน้าที่ที่ตรงข้ามกันในเจตนา

เก็งกำไร (speculation) — คนส่วนใหญ่ในตลาดใช้ DW แบบนี้ คือเดิมพันทิศทางระยะสั้นด้วยเงินก้อนเล็กเพื่อหวังผลตอบแทนทวีคูณ นี่คือการซื้อความผันผวน ไม่ใช่การลงทุนในกิจการ และควรทำด้วยเงินที่ยอมเสียทั้งหมดได้เท่านั้น

ป้องกันความเสี่ยง (hedging) — นักลงทุนที่ถือหุ้นแม่จำนวนมากอยู่แล้ว อาจซื้อ DW Put ไว้เป็นประกัน ถ้าหุ้นร่วง กำไรจาก Put จะมาชดเชยการขาดทุนของหุ้นในพอร์ต วิธีนี้มีเหตุผลในเชิงบริหารความเสี่ยง แต่ต้องเข้าใจว่าเบี้ยประกันนี้ (คือค่าเสื่อมเวลาที่จ่ายไป) ก็มีต้นทุน ไม่ใช่ของฟรี

สำหรับมือใหม่ ความสับสนที่พบบ่อยคือคิดว่ากำลัง "ลงทุนในหุ้น ABC" ทั้งที่จริงกำลังถือ ABC01C ซึ่งเป็นสัญญาเดิมพันระยะสั้นที่มีวันหมดอายุ พฤติกรรมราคาต่างจากหุ้นแม่โดยสิ้นเชิง ถ้าเป้าหมายคือเป็นเจ้าของกิจการระยะยาว คุณต้องการหุ้นแม่หรือETF ดัชนี ไม่ใช่อนุพันธ์ที่นับถอยหลังอยู่

อยากเริ่มลงทุนแบบเข้าใจก่อนไปแตะอนุพันธ์?

รากฐานที่ดีเริ่มจากบัญชีหุ้นและกองทุนที่โปร่งใส เปิดพอร์ตออนไลน์จากไทยได้ ยืนยันตัวตนจบในไม่กี่วัน เริ่มสะสมหุ้นพื้นฐานหรือ ETF ดัชนีด้วยเงินหลักพันบาทต่อเดือนก่อนคิดเรื่องเลเวอเรจ

เปิดบัญชีหุ้น
ย้ำ 3 ประเด็นก่อนตัดสินใจ
1

Warrant ออกโดยบริษัทจดทะเบียนเอง (ใช้สิทธิแล้วเกิดหุ้นใหม่/dilution) ส่วน DW ออกโดยโบรกแ…

2

DW เล่นได้สองทาง (Call ขาขึ้น / Put ขาลง) มีโบรกดูแลสภาพคล่อง แต่อายุสั้นและค่าเสื่อมเวล…

3

อัตราทด (leverage) ขยายทั้งกำไรและขาดทุนเท่ากัน — หุ้นแม่ขยับ 4% ตัวที่ทด ~5 เท่าขยับราว…

สรุปจุดยืน: ใครควรแตะ ใครควรผ่าน

เราไม่ได้บอกว่า warrant และ DW เป็นสิ่งต้องห้าม มันเป็นเครื่องมือที่ทำงานได้ตามหน้าที่ แต่หน้าที่นั้นแคบและอันตราย ต่อไปนี้คือเส้นแบ่งที่เราใช้จริง

  • ควรผ่าน ถ้าคุณยังสับสนว่า time decay คืออะไร หรือคิดว่า DW คือ "หุ้น ABC เวอร์ชันถูก" — ความเข้าใจผิดนี้จะทำให้เงินหายเร็วมาก
  • ควรผ่าน ถ้าเงินก้อนนี้คือเงินที่คุณเสียไม่ได้ เครื่องมือเลเวอเรจไม่ใช่ที่ของเงินเก็บ เงินฉุกเฉิน หรือเงินเกษียณ
  • อาจพิจารณา ถ้าคุณเข้าใจกลไกครบ มีพอร์ตหลักมั่นคงแล้ว และจะใช้เงินส่วนเล็กมากที่ยอมเสียทั้งหมดได้ เพื่อเก็งกำไรระยะสั้นหรือป้องกันความเสี่ยงอย่างมีแผน
ย้ำก่อนจาก กฎที่ใช้ได้เสมอ: leverage ไม่เคยเพิ่มความน่าจะเป็นที่คุณจะเดาถูก มันแค่ขยายผลของการเดา ทั้งถูกและผิด ให้ใหญ่ขึ้น คนที่ชนะตลาดในระยะยาวส่วนใหญ่ทำได้ด้วยเวลาและวินัย ไม่ใช่ด้วยอัตราทด ก่อนจะไปแตะ warrant หรือ DW ให้แน่ใจว่าพื้นฐานพอร์ตของคุณแข็งแรงแล้ว เรียนรู้เส้นทางพื้นฐานได้ที่กองทุนรวมสำหรับมือใหม่ ข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้เป็นข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้งก่อนตัดสินใจ
ลงทุน · อนุพันธ์อ่านจบแล้ว ลองใช้เครื่องมือคำนวณของเราต่อ หรือดูบทความแนะนำในแถบข้าง

คำถามที่พบบ่อย

Warrant กับ DW ต่างกันยังไง ใครเป็นคนออก
ความต่างเริ่มตั้งแต่ผู้ออก โดย Warrant (ใบสำคัญแสดงสิทธิ) ออกโดยบริษัทจดทะเบียนเจ้าของหุ้นเอง เมื่อใช้สิทธิบริษัทจะออกหุ้นใหม่เข้าระบบ ส่วน DW (Derivative Warrant) ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ ไม่ใช่เจ้าของหุ้น เมื่อครบกำหนดโบรกจะจ่ายส่วนต่างเป็นเงินสด พูดง่าย ๆ คือ Warrant ผูกกับโครงสร้างทุนของบริษัทจริง แต่ DW เป็นสัญญาเดิมพันราคาระหว่างผู้ถือกับโบรกที่บังเอิญอ้างอิงหุ้นตัวเดียวกัน
อัตราทด (leverage) ในwarrant และ DW ทำงานยังไง ทำไมถึงบอกว่าเป็นดาบสองคม
อัตราทดหรือ gearing บอกว่าเมื่อหุ้นแม่ขยับ 1% ราคา Warrant หรือ DW จะขยับกี่เปอร์เซ็นต์ เช่นหากอัตราทดประมาณ 5 เท่า หุ้นแม่ขยับ 4% ตัวที่ทดอาจขยับราว 20% ตามภาพประกอบเชิงหลักการในบทความ จุดสำคัญคือมันขยายผลทั้งสองทางเท่ากันเป๊ะ กำไรทวีคูณได้เท่าไร ขาดทุนก็ทวีคูณได้เท่านั้น leverage จึงไม่ได้เพิ่มความน่าจะเป็นที่จะเดาถูก มันแค่ขยายผลของการเดาให้ใหญ่ขึ้น (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 ค่าจริงเปลี่ยนตลอดตามราคาและเวลา)
ค่าเสื่อมเวลา (time decay) ของ DW คืออะไร ส่งผลยังไง
มูลค่าของ Warrant และ DW แบ่งเป็นมูลค่าที่แท้จริง (ราคาหุ้นแม่เทียบกับราคาใช้สิทธิ) กับมูลค่าเวลา โดยยิ่งใกล้วันหมดอายุ มูลค่าเวลายิ่งลดลงเรื่อย ๆ จนเป็นศูนย์ในวันสุดท้าย ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า time decay และมันกัดกินทุกวันแม้ราคาหุ้นแม่จะนิ่งสนิท ผลในทางปฏิบัติคือแม้จะเดาทิศถูกว่าหุ้นจะขึ้น แต่ถ้าขึ้นช้าเกินไป ค่าเสื่อมเวลาอาจกินกำไรจนหมดก่อน กับหุ้นปกติเวลาอยู่ข้างผู้ถือ แต่กับ DW เวลาอยู่ข้างผู้ออกเสมอ
DW เล่นได้ทั้งขาขึ้นและขาลงจริงไหม Call กับ Put ต่างกันอย่างไร
DW เล่นได้สองทาง โดยประเภท Call ใช้สำหรับมองขาขึ้น ส่วน Put ใช้สำหรับมองขาลง ซึ่งดูได้จากตัวอักษรในชื่อบนกระดาน (C = Call, P = Put) จุดนี้ทำให้ DW ยืดหยุ่นกว่า Warrant ที่ส่วนใหญ่เล่นขาขึ้นเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม DW มักมีอายุสั้นเพียงไม่กี่เดือน ค่าเสื่อมเวลาจึงกัดแรงกว่า และเป็นความรู้ทั่วไปเชิงการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อขายตราสารใด
ถ้า DW หมดอายุตอน out of the money จะเกิดอะไรขึ้น เสียเงินทั้งหมดเลยไหม
หาก DW Call หมดอายุตอนที่ราคาหุ้นแม่ยังต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ (out of the money) มูลค่าสุดท้ายจะเป็นศูนย์ ซึ่งไม่ใช่ขาดทุนบางส่วน แต่คือเงินลงทุนหายทั้งจำนวน เครื่องมือนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่ผู้ถืออาจ ถูกเรื่องบริษัท แต่ยัง เสียเงินทั้งหมด ได้ เพราะเดิมพันผิดเรื่องเวลา ด้วยเหตุนี้บทความจึงย้ำว่าเป็นเครื่องมือความเสี่ยงสูงที่ควรใช้เฉพาะเงินส่วนเล็กมากที่ยอมเสียได้ทั้งจำนวน ไม่ใช่เงินเก็บ เงินฉุกเฉิน หรือเงินเกษียณ