- หลักใหญ่ก่อน — กำไรจากคริปโตคือเงินได้ 40(4) ต้องยื่นรวมปลายปี
- หัก ณ ที่จ่าย 15% — ตัวบทเขียนไว้ แต่ทางปฏิบัติเป็นอีกเรื่อง
- หักลบขาดทุนได้ไหม — ได้ แต่เฉพาะบนกระดานที่ ก.ล.ต. กำกับ
- วิธีคำนวณต้นทุน — FIFO กับถัวเฉลี่ย เลือกแล้วต้องใช้ทั้งปี
- ตัวอย่างคำนวณจริงทีละบรรทัด — เทรด 3 ไม้ ภาษีออกมาเท่าไหร่
- เกณฑ์นี้อยู่บนทรายดูด — สิ่งที่ต้องเช็กก่อนยื่นทุกปี
ภาษีคริปโตเป็นหัวข้อที่ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตไทยขัดแย้งกันเองมากที่สุดหัวข้อหนึ่ง — บางคนบอกไม่ต้องยื่นเพราะโดนหักแล้ว บางคนบอกยกเว้นหมดแล้ว บางคนบอกโดนเต็ม ๆ ทุกธุรกรรม ความจริงคือทั้งสามคำตอบ "เคยถูก" ในช่วงเวลาต่างกัน เพราะเกณฑ์เรื่องนี้ถูกปรับมาแล้วหลายรอบตั้งแต่ปี 2561 บทความนี้จะวางหลักที่ยังยืนอยู่ ชี้จุดที่ตัวบทกับทางปฏิบัติไม่ตรงกัน และให้ตัวอย่างคำนวณที่เอาไปทำตามได้จริง ก่อนปิดท้ายด้วยคำเตือนที่เราตั้งใจให้หนักมือ: อย่ายื่นภาษีคริปโตจากบทความใด ๆ รวมถึงบทความนี้ โดยไม่เปิดประกาศกรมสรรพากรฉบับล่าสุดประกบ
หลักใหญ่ก่อน — กำไรจากคริปโตคือเงินได้ 40(4) ต้องยื่นรวมปลายปี
ตามประมวลรัษฎากรที่แก้ไขเมื่อปี 2561 ผลประโยชน์จากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัลเฉพาะส่วนที่ตีราคาเกินกว่าเงินลงทุน — พูดภาษาคนคือ "กำไรจากการขาย" — ถูกจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ฌ) กลุ่มเดียวกับดอกเบี้ยและเงินปันผล ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปี เสียตามอัตราก้าวหน้า 5–35% ตามฐานของแต่ละคน ไม่ใช่ภาษีอัตราเดียวจบแบบขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
จุดที่คนพลาดบ่อยคือคำว่า "ขาย" ในทางภาษีกว้างกว่าที่คิด — การแลกเหรียญหนึ่งเป็นอีกเหรียญ (เช่น BTC ไป ETH) การเอาเหรียญไปจ่ายค่าสินค้า หรือการแปลงเหรียญเป็นสเตเบิลคอยน์ ล้วนเป็น "การโอน" ที่ทำให้กำไรถูกรับรู้ได้ทั้งสิ้น ไม่ใช่แค่ตอนกดขายเป็นเงินบาทเข้าธนาคาร นอกจากนี้เหรียญที่ได้จากการขุด staking หรือ airdrop ก็เป็นเงินได้อีกประเภทที่ต้องยื่นเช่นกัน โดยตีมูลค่าเป็นเงินบาท ณ วันที่ได้รับ ส่วนคนที่ซื้อแล้วถือเฉย ๆ ไม่ขาย ไม่แลก ไม่มีธุรกรรมรับรู้กำไร — ยังไม่มีอะไรต้องยื่นจากส่วนนี้
หัก ณ ที่จ่าย 15% — ตัวบทเขียนไว้ แต่ทางปฏิบัติเป็นอีกเรื่อง
กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้จากกำไรคริปโตหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 15% ฟังดูน่ากลัว แต่ในทางปฏิบัติผ่านศูนย์ซื้อขายไทย ข้อกำหนดนี้แทบไม่เคยถูกบังคับใช้จริง ด้วยเหตุผลเชิงเทคนิคที่ตรงไปตรงมา: ในกระดานเทรดที่จับคู่คำสั่งอัตโนมัติ ผู้ซื้อไม่มีทางรู้ว่าผู้ขายฝั่งตรงข้ามมีต้นทุนเท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ จะให้หัก 15% ของกำไรจึงทำไม่ได้จริง แนวปฏิบัติของกรมสรรพากรที่ออกมาช่วงต้นปี 2565 จึงผ่อนปรนเรื่องนี้สำหรับธุรกรรมผ่านศูนย์ซื้อขายที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต.
ข้อสรุปที่ต้องจำคือ การไม่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ไม่ได้แปลว่าไม่มีภาษี — หน้าที่ยื่นและจ่ายภาษีปลายปียังอยู่ครบทุกบาท คนที่เข้าใจว่า "แพลตฟอร์มไม่หัก แสดงว่าไม่ต้องเสีย" กำลังสะสมความเสี่ยงเงียบ ๆ เพราะศูนย์ซื้อขายไทยมีหน้าที่รายงานข้อมูลต่อหน่วยงานรัฐ และกรมสรรพากรมีอำนาจขอข้อมูลธุรกรรมย้อนหลังได้ วันที่จดหมายมาถึง ยอดที่ต้องจ่ายจะพ่วงทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มราว 1.5% ต่อเดือน นับย้อนไปถึงปีที่ควรยื่น
หักลบขาดทุนได้ไหม — ได้ แต่เฉพาะบนกระดานที่ ก.ล.ต. กำกับ
นี่คือเกณฑ์ที่แยกนักเทรดสองกลุ่มออกจากกันชัดที่สุด แนวปฏิบัติปี 2565 เปิดให้นำผลขาดทุนจากคริปโตมาหักลบกับกำไรที่เกิดในปีภาษีเดียวกันได้ ก่อนคำนวณเงินได้ที่ต้องยื่น — แต่สิทธินี้ให้เฉพาะธุรกรรมที่ทำผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. เท่านั้น
- เทรดผ่านศูนย์ซื้อขายไทยที่มีใบอนุญาต: ปีไหนมีทั้งไม้กำไรและไม้ขาดทุน นำมาหักลบกันได้ ยื่นเฉพาะกำไรสุทธิ ถ้าทั้งปีขาดทุนสุทธิ ไม่มีเงินได้ส่วนนี้ต้องยื่น (แต่ขาดทุนยกไปใช้ปีถัดไปไม่ได้)
- เทรดผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศหรือกระเป๋าส่วนตัว: ตามการตีความที่เคร่งครัด กำไรแต่ละธุรกรรมเป็นเงินได้เต็ม ๆ ส่วนขาดทุนเอามาหักไม่ได้ — เทรดร้อยไม้ กำไร 50 ขาดทุน 50 เท่ากัน อาจต้องเสียภาษีบนกำไร 50 ไม้โดยไม่ได้เครดิตอะไรจากอีกครึ่งเลย
ความต่างนี้ใหญ่พอจะเปลี่ยนผลลัพธ์ทางภาษีจากหลักพันเป็นหลักแสน สำหรับคนเทรดถี่ เราจึงพูดตรง ๆ ว่าเหตุผลทางภาษีอย่างเดียวก็หนักพอให้เลือกเทรดบนกระดานไทยที่มีใบอนุญาตแล้ว ยังไม่นับความได้เปรียบเรื่องรายงานธุรกรรมสำเร็จรูปที่ใช้ประกอบการยื่นได้ทันที ส่วนใครที่ใช้แพลตฟอร์มนอกเพราะเหรียญหรือฟีเจอร์ที่กระดานไทยไม่มี ให้รู้ว่ากำลังแบกภาระพิสูจน์ต้นทุนเองทั้งหมด และแนวการตีความฝั่งนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ศูนย์ซื้อขายภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ให้สิทธิหักลบขาดทุนในปีเดียวกัน และมีรายงานธุรกรรมรายปีให้ดาวน์โหลดไปยื่นภาษีได้เลย
วิธีคำนวณต้นทุน — FIFO กับถัวเฉลี่ย เลือกแล้วต้องใช้ทั้งปี
จะรู้กำไรต้องรู้ต้นทุนก่อน และเพราะเราซื้อเหรียญเดียวกันหลายรอบหลายราคา กรมสรรพากรจึงให้เลือกวิธีคำนวณต้นทุนได้สองแบบ
แบบแรก FIFO (เข้าก่อน ออกก่อน) — ถือว่าเหรียญที่ขายคือเหรียญล็อตที่ซื้อมาก่อนสุด เหมาะกับคนซื้อไม่กี่ครั้งและอยากให้ตัวเลขตรวจย้อนได้ง่าย แบบที่สอง ต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ — ทุกครั้งที่ซื้อเพิ่ม ต้นทุนต่อเหรียญถูกเฉลี่ยใหม่ เหมาะกับคน DCA หรือเทรดถี่เพราะไม่ต้องไล่จับคู่ล็อต กติกาสำคัญมีสองข้อ: เลือกแล้วต้องใช้วิธีเดียวกันตลอดปีภาษีนั้น เปลี่ยนได้เมื่อขึ้นปีใหม่ และต้องคำนวณแยกตามประเภทเหรียญ ต้นทุน BTC ห้ามเอาไปปนกับ ETH
สองวิธีให้กำไรที่รับรู้ต่างกันในปีเดียวกันได้พอสมควร โดยเฉพาะช่วงราคาผันผวนแรง ถ้าธุรกรรมของคุณเยอะ ลองคำนวณทั้งสองแบบก่อนเลือก — ผลรวมระยะยาวเท่ากัน แต่จังหวะการรับรู้กำไรต่างกัน ซึ่งกระทบฐานภาษีแต่ละปีไม่เท่ากัน
ตัวอย่างคำนวณจริงทีละบรรทัด — เทรด 3 ไม้ ภาษีออกมาเท่าไหร่
สมมติปีภาษีหนึ่ง คุณมีธุรกรรม BTC ผ่านศูนย์ซื้อขายไทยที่มีใบอนุญาตดังนี้ (ตัวเลขสมมติเพื่อให้หารลงตัว)
| ลำดับ | ธุรกรรม | จำนวน | ราคาต่อ BTC | มูลค่า (บาท) |
|---|---|---|---|---|
| 1 | ซื้อ (กุมภาพันธ์) | 0.50 BTC | 900,000 | 450,000 |
| 2 | ซื้อ (พฤษภาคม) | 0.50 BTC | 1,100,000 | 550,000 |
| 3 | ขาย (ตุลาคม) | 0.60 BTC | 1,200,000 | 720,000 |
คำนวณแบบ FIFO: เหรียญที่ขาย 0.60 BTC ถือว่ามาจากล็อตแรก 0.50 BTC (ต้นทุน 450,000 บาท) บวกล็อตสองอีก 0.10 BTC (ต้นทุน 0.10 × 1,100,000 = 110,000 บาท) รวมต้นทุน 560,000 บาท — กำไรที่ต้องยื่น = 720,000 − 560,000 = 160,000 บาท
คำนวณแบบถัวเฉลี่ย: หลังซื้อสองล็อต ถือ 1.00 BTC ต้นทุนรวม 1,000,000 บาท เฉลี่ย 1,000,000 บาทต่อ BTC ต้นทุนของ 0.60 BTC ที่ขาย = 600,000 บาท — กำไรที่ต้องยื่น = 720,000 − 600,000 = 120,000 บาท
กำไรก้อนนี้ถูกนำไปกรอกเป็นเงินได้ 40(4) ในแบบ ภ.ง.ด.90 รวมกับเงินได้อื่นของปีนั้นแล้วคิดภาษีตามอัตราก้าวหน้า สมมติเงินเดือนทำให้ฐานสูงสุดของคุณอยู่แถบ 20% กำไรแบบ FIFO ก้อนนี้จะสร้างภาษีเพิ่มราว ๆ 32,000 บาท ขณะที่แบบถัวเฉลี่ยราว 24,000 บาท — ต่างกันหลักหมื่นจากแค่วิธีนับต้นทุน ทั้งที่พอร์ตเดียวกันเป๊ะ (BTC อีก 0.40 ที่เหลือ ต้นทุนสะสมก็ต่างกันตามวิธีที่เลือก และจะไปเฉลยตอนขายรอบหน้า) อยากเห็นว่าฐานภาษีตัวเองอยู่ขั้นไหน ลองที่เครื่องคำนวณภาษีเงินได้ของเราได้
เกณฑ์นี้อยู่บนทรายดูด — สิ่งที่ต้องเช็กก่อนยื่นทุกปี
ทุกอย่างข้างบนคือโครงที่ใช้มาตั้งแต่แนวปฏิบัติปี 2565 แต่ต้องพูดให้ชัด: ภาษีคริปโตคือเกณฑ์ที่เปลี่ยนบ่อยที่สุดในระบบภาษีไทยตอนนี้ ช่วงกลางปี 2568 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการยกเว้นภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่ ก.ล.ต. กำกับ เป็นการชั่วคราวหลายปี เพื่อดันไทยเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล — ถ้ามาตรการนี้มีผลเต็มรูปแบบในปีภาษีของคุณ ภาระภาษีของคนเทรดบนกระดานไทยจะเบาลงมาก แต่เงื่อนไข ขอบเขต และช่วงเวลาที่แน่นอนต้องยึดตามพระราชกฤษฎีกาและประกาศที่ออกจริงเท่านั้น อย่ายื่นหรือไม่ยื่นเพราะอ่านพาดหัวข่าว
ก่อนยื่นทุกปี เช็กสามอย่างนี้จากแหล่งทางการ: หนึ่ง มาตรการยกเว้นหรือลดหย่อนสำหรับธุรกรรมผ่านกระดานที่กำกับ ยังมีผลกับปีภาษีของคุณหรือไม่ สอง แนวทางหักลบขาดทุนและวิธีคำนวณต้นทุนมีประกาศฉบับใหม่แทนที่ของเดิมหรือยัง สาม เงินได้จาก staking ขุด และ airdrop ถูกจัดประเภทอย่างไรในปีนั้น เพราะสามเรื่องนี้คือจุดที่เกณฑ์ขยับบ่อยที่สุด — ข้อมูลในบทความนี้เป็นภาพ ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้ง และถ้าพอร์ตคุณโตถึงหลักล้านหรือมีธุรกรรม DeFi ซับซ้อน ค่าปรึกษาผู้เชี่ยวชาญภาษีหนึ่งครั้งถูกกว่าเบี้ยปรับย้อนหลังเสมอ
ส่วนขั้นตอนการยื่นจริงบนระบบออนไลน์ ตั้งแต่สมัครจนถึงติดตามเงินคืน เราเขียนแยกไว้ในคู่มือ E-filing ทีละขั้น — กำไรคริปโตกรอกในหมวดเงินได้ 40(4) ของแบบ ภ.ง.ด.90 ตามที่อธิบายไว้ในบทความนั้น