สรุปใน 30 วินาที
  • กองตราสารหนี้ไม่ใช่เงินฝาก — NAV ขึ้นลงได้จริง และ "วิ่งสวนดอกเบี้ย": ดอกขึ้นราคาลง ดอกลงราคาขึ้น
  • ดูตัวเลข duration ก่อนซื้อ: duration ยิ่งสูง NAV ยิ่งเหวี่ยงแรง (duration ~7 ปี เจอดอกขึ้น 1% NAV อาจลดราว 7%)
  • ไม่มั่นใจทิศดอกเบี้ย เลือกกองระยะสั้น (duration 1–3 ปี) เป็นจุดสมดุล; ตราสารต่างประเทศดูว่า hedge ค่าเงินไหม
  • อย่าเลือกกองจากผลตอบแทนย้อนหลังสูงสุดอย่างเดียว เพราะอาจแฝงหุ้นกู้อันดับเครดิตต่ำที่เสี่ยง default
แหล่งอ้างอิง เกณฑ์ เพดานตามกฎหมาย และเงื่อนไขในบทความนี้ อ้างอิงกรอบจากประกาศของ สำนักงาน ก.ล.ต. · ตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) · ThaiBMA — ตัวเลขและเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบฉบับล่าสุดจากเว็บไซต์หน่วยงานและผู้ให้บริการโดยตรง (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569)
การเปิดเผยข้อมูล: บทความนี้อาจมีลิงก์พันธมิตรไปยังธนาคารและแพลตฟอร์มการลงทุน หากคุณเปิดบัญชีหรือสมัครบริการผ่านลิงก์ เราอาจได้รับค่าแนะนำโดยคุณไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ความเห็นทั้งหมดเป็นของกองบรรณาธิการ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

กองทุนตราสารหนี้คืออะไร — กระจายความเสี่ยงในกองเดียว

กองทุนตราสารหนี้ (bond fund) คือกองทุนรวมที่เอาเงินของนักลงทุนหลายคนมารวมกัน แล้วผู้จัดการกองทุนนำไปซื้อพันธบัตรและหุ้นกู้หลายสิบถึงหลายร้อยรุ่นพร้อมกัน คุณถือหน่วยลงทุนหนึ่งหน่วยก็เท่ากับถือเศษเสี้ยวของตราสารหนี้ทั้งพอร์ตนั้น นี่คือข้อได้เปรียบใหญ่ที่สุดเหนือการซื้อหุ้นกู้รายตัวเอง — เงินหลักร้อยหลักพันบาทก็กระจายความเสี่ยงได้ทันที ไม่ต้องมีเงินก้อนละแสนต่อรุ่นเหมือนซื้อหุ้นกู้ตรง และถ้าตราสารตัวใดตัวหนึ่งในกองผิดนัดชำระ ผลกระทบต่อพอร์ตก็เป็นเศษเสี้ยว ไม่ใช่เงินต้นทั้งก้อนหายเหมือนถือหุ้นกู้รุ่นเดียว

ถ้าใครยังไม่เคยอ่านพื้นฐานว่าตราสารหนี้แต่ละชนิดต่างกันยังไง แนะนำให้ปูพื้นสองฝั่งก่อน — ฝั่งรัฐที่พันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรออมทรัพย์ และฝั่งเอกชนที่หุ้นกู้คืออะไร เพราะกองทุนตราสารหนี้ก็คือการรวมสองสิ่งนี้ในสัดส่วนต่าง ๆ กันตามนโยบายของแต่ละกอง กองที่เน้นพันธบัตรรัฐจะเสี่ยงต่ำและดอกต่ำกว่า กองที่ผสมหุ้นกู้เอกชนเยอะจะให้ผลตอบแทนคาดหวังสูงขึ้นแลกความเสี่ยงเครดิตที่มากขึ้น

แต่ตรงนี้มีความเข้าใจผิดคลาสสิกที่ต้องแก้ตั้งแต่ต้น: หลายคนคิดว่ากองทุนตราสารหนี้ "เหมือนฝากเงินแต่ดอกดีกว่า" ราคาไม่ควรลง ความจริงคือราคาหน่วยลงทุน (NAV) ของกองตราสารหนี้ขึ้นลงได้จริง และในบางช่วงติดลบได้ คนจำนวนมากตกใจตอนเห็น NAV แดงเพราะไม่มีใครเตือนเรื่องนี้ก่อนซื้อ หัวข้อถัดไปคือคำอธิบายว่าทำไม

กฎเหล็กของตราสารหนี้ทุกชนิดมีอยู่ประโยคเดียว: เมื่อดอกเบี้ยในตลาดขึ้น ราคาตราสารหนี้เดิมลง และเมื่อดอกเบี้ยลง ราคาตราสารหนี้เดิมขึ้น เหตุผลเป็นเรื่องเปรียบเทียบล้วน ๆ สมมติกองของคุณถือพันธบัตรที่ล็อกดอก 3% ไว้ วันหนึ่งดอกเบี้ยตลาดขยับขึ้นเป็น 4% พันธบัตรออกใหม่ให้ 4% กันหมด ใครจะอยากซื้อพันธบัตรเก่าของคุณที่ให้แค่ 3% ในราคาเต็ม ราคาของมันในตลาดจึงต้องลดลงจนผลตอบแทนเทียบเท่าของใหม่ และเพราะกองทุนต้องตีมูลค่าตราสารทั้งพอร์ตตามราคาตลาดทุกวัน NAV ของกองจึงลดลงตามทันที แม้ยังไม่มีตราสารตัวไหน default เลยสักตัว

นี่คือจุดที่ทำให้คนเข้าใจผิดหนักที่สุด เพราะ NAV ที่ลดลงในกรณีนี้ไม่ได้แปลว่ากองมีปัญหาหรือมีตราสารเบี้ยว มันเป็นแค่การตีราคาใหม่ตามดอกเบี้ยตลาด ณ วันนั้น ถ้าดอกเบี้ยกลับลง NAV ก็เด้งกลับ และถ้าตราสารในกองทยอยครบกำหนดได้เงินต้นคืนเต็ม ผลตอบแทนระยะยาวก็ยังเดินไปตามดอกเบี้ยเฉลี่ยของพอร์ต ปัญหาอยู่ที่พฤติกรรมคน — เห็น NAV แดงในช่วงดอกขาขึ้นแล้วขายทิ้งตอนราคาต่ำสุดพอดี เปลี่ยนขาดทุนบนกระดาษให้กลายเป็นขาดทุนจริง

ขาดทุนบนกระดาษ กับ ขาดทุนจริง ต่างกันตรงการกดขาย ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น NAV กองตราสารหนี้ลดเป็นเรื่องปกติที่คาดเดาได้ ตราบใดที่กองไม่ได้ถือตราสารที่ผิดนัดชำระจริง ราคาที่ลดคือการรอให้ตราสารทยอยครบกำหนดหรือรอดอกเบี้ยกลับทิศ คนที่ถือครบตามระยะเวลาที่ตั้งใจมักไม่เจ็บจากส่วนนี้ คนที่เจ็บคือคนที่เข้าใจผิดว่ามันคือฝากเงินแล้วตกใจขายกลางทาง

duration — ตัวเลขที่บอกว่ากองอ่อนไหวกับดอกเบี้ยแค่ไหน

ถ้าจะมีตัวเลขเดียวที่ต้องดูก่อนซื้อกองตราสารหนี้ ตัวเลขนั้นคือ duration (อายุเฉลี่ยของกระแสเงิน วัดเป็นปี) มันบอกคร่าว ๆ ว่าถ้าดอกเบี้ยตลาดขยับ 1% NAV ของกองจะขยับประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ในทิศตรงข้าม หลักการง่าย ๆ คือ duration ยิ่งสูง กองยิ่งอ่อนไหวกับดอกเบี้ย กองที่ duration ราว 1 ปี ถ้าดอกเบี้ยขึ้น 1% NAV ลดประมาณ 1% ส่วนกองที่ duration ราว 7 ปี ดอกเบี้ยขึ้น 1% เท่ากัน NAV อาจลดถึงราว 7% ตัวเลขต่างกันเจ็ดเท่าจากปัจจัยเดียวกัน

duration หาดูได้ในหนังสือชี้ชวนหรือ Fund Fact Sheet ของทุกกอง มักเขียนว่า "อายุเฉลี่ยของตราสาร" หรือ modified duration อ่านฟรีก่อนตัดสินใจ วิธีใช้จริงคือจับคู่ duration ให้เข้ากับมุมมองดอกเบี้ยและระยะเวลาที่คุณถือได้ ถ้าคิดว่าดอกเบี้ยกำลังขาขึ้น ให้เลี่ยงกอง duration สูง เพราะจะโดน NAV ลดแรง กลับกันถ้าคิดว่าดอกเบี้ยกำลังจะลง กอง duration สูงจะได้กำไรส่วนราคามากกว่า

ประเภทกองduration โดยประมาณผลกระทบเมื่อดอกเบี้ยขึ้น 1%เหมาะกับ
กองตลาดเงิน / ตราสารหนี้ระยะสั้นมาก < 1 ปี NAV แทบไม่กระเทือน พักเงินสภาพคล่อง ถือสั้น
กองตราสารหนี้ระยะสั้น ~1–3 ปี NAV ลดราว 1–3% พักเงินระยะกลาง รับผันผวนได้บ้าง
กองตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว ~4–7 ปี NAV ลดราว 4–7% คนมองดอกเบี้ยขาลง ถือยาวได้

วิธีอ่านตารางนี้ให้เป็น: ไม่มีกอง duration ไหน "ดีที่สุด" ลอย ๆ มันขึ้นกับทิศดอกเบี้ยและระยะเวลาที่คุณถือได้ กอง duration สูงไม่ได้แย่ มันแค่แลกความผันผวนที่มากกว่ากับโอกาสได้กำไรราคาที่มากกว่าเวลาดอกเบี้ยลง คนที่พลาดคือคนที่ซื้อกอง duration ยาวโดยไม่รู้ตัวเลขนี้ แล้วตกใจตอน NAV เหวี่ยง

ภาพเทียบ NAV ที่ลดลงโดยประมาณเมื่อดอกเบี้ยขึ้น 1% ตาม duration ของกอง

กองระยะสั้น vs ระยะยาว เลือกตอนดอกขึ้น/ลง

เอาหลักการ duration มาแปลงเป็นการตัดสินใจจริง สถานการณ์แรก ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น — กอง duration ยาวจะโดน NAV ลดแรงตามที่อธิบายไป ช่วงนี้กองระยะสั้นหรือกองตลาดเงินปลอดภัยกว่าเพราะราคาแทบไม่กระเทือน และเมื่อตราสารในกองทยอยครบกำหนด เงินจะได้ไปลงทุนใหม่ในดอกเบี้ยที่สูงขึ้น (roll over ในดอกใหม่) กองสั้นจึงปรับตัวรับดอกขาขึ้นได้เร็วกว่า

สถานการณ์ที่สอง ช่วงดอกเบี้ยขาลง — พลิกกลับกันหมด กอง duration ยาวจะได้กำไรส่วนราคาชัดเจน เพราะตราสารเก่าที่ล็อกดอกสูงไว้มีค่าขึ้นเมื่อดอกใหม่ต่ำลง คนที่จับจังหวะดอกเบี้ยขาลงได้และยอมถือยาวจะได้ทั้งดอกเบี้ยและกำไรราคา แต่ข้อควรระวังคือไม่มีใครรู้จุดกลับทิศของดอกเบี้ยล่วงหน้าแน่นอน การเดิมพันด้วยกอง duration ยาวเพียงเพราะคิดว่าดอกกำลังจะลงคือการเก็งกำไรทิศดอกเบี้ย ไม่ใช่การพักเงินอย่างที่หลายคนเข้าใจ

ทางออกสำหรับคนที่ไม่อยากเดาทิศดอกเบี้ย ถ้าไม่มั่นใจว่าดอกเบี้ยจะไปทางไหน กองตราสารหนี้ระยะสั้น (duration 1–3 ปี) คือจุดสมดุลที่ดี ให้ผลตอบแทนสูงกว่ากองตลาดเงินเล็กน้อย แต่ NAV ไม่เหวี่ยงแรงเหมือนกองยาว เหมาะเป็นค่าเริ่มต้นสำหรับคนที่อยากพักเงินระยะกลาง 1–3 ปีโดยไม่ต้องเป็นนักเก็งกำไรดอกเบี้ย
อยากเทียบกองตราสารหนี้จากหลายบลจ.ในที่เดียว?

แพลตฟอร์มกองทุนรวมยุคนี้ให้เทียบ duration ค่าธรรมเนียม และผลตอบแทนย้อนหลังของกองตราสารหนี้ข้ามค่ายได้ในหน้าเดียว เปิดบัญชีออนไลน์ ซื้อขายได้ไม่ต้องผูกกับธนาคารเดียว

เทียบกองตราสารหนี้

ตราสารหนี้ต่างประเทศ และเรื่อง hedge ค่าเงิน

กองตราสารหนี้บางกองไปลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ ทั้งพันธบัตรรัฐบาลต่างชาติและหุ้นกู้บริษัทต่างประเทศ เสน่ห์คือกระจายออกนอกประเทศและบางช่วงให้ผลตอบแทนสูงกว่าตราสารในบ้านเรา แต่มีตัวแปรเพิ่มขึ้นมาหนึ่งตัวที่ต้องเข้าใจ นั่นคือความเสี่ยงค่าเงิน ถ้ากองถือพันธบัตรสกุลดอลลาร์ แล้วเงินบาทแข็งค่าขึ้นเทียบดอลลาร์ เวลาแปลงกลับเป็นบาท ผลตอบแทนอาจหดหรือติดลบ ทั้งที่ตัวตราสารเองไม่มีปัญหาเลย

วิธีจัดการคือดูว่ากอง hedge ค่าเงินหรือไม่ กองที่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (hedged) จะล็อกอัตราแลกเปลี่ยนไว้ ตัดความผันผวนค่าเงินออกไปเป็นส่วนใหญ่ แลกกับต้นทุนการ hedge เล็กน้อยที่กินผลตอบแทนไปบ้าง ส่วนกองที่ไม่ hedge (unhedged) เปิดรับความเสี่ยงค่าเงินเต็ม ๆ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งกำไรและขาดทุนพิเศษจากค่าเงิน สำหรับคนที่ต้องการพักเงินให้นิ่ง กองตราสารหนี้ต่างประเทศแบบ hedge ค่าเงินมักตรงโจทย์กว่า เพราะเป้าหมายคือความมั่นคง ไม่ใช่พนันค่าเงิน — ข้อมูลนี้ระบุอยู่ในชื่อกองหรือหนังสือชี้ชวน อ่านก่อนซื้อทุกครั้ง

ย้ำ 3 ประเด็นก่อนตัดสินใจ
1

กองตราสารหนี้ไม่ใช่เงินฝาก — NAV ขึ้นลงได้จริง และ "วิ่งสวนดอกเบี้ย": ดอกขึ้นราคาลง ดอกล…

2

ดูตัวเลข duration ก่อนซื้อ: duration ยิ่งสูง NAV ยิ่งเหวี่ยงแรง (duration ~7 ปี เจอดอกขึ…

3

ไม่มั่นใจทิศดอกเบี้ย เลือกกองระยะสั้น (duration 1–3 ปี) เป็นจุดสมดุล; ตราสารต่างประเทศดู…

ความเสี่ยง default ที่ยังซ่อนในกอง และควรถือยังไง

ข้อดีของกองทุนคือกระจายความเสี่ยง แต่คำว่ากระจายไม่ได้แปลว่าไร้ความเสี่ยง ถ้ากองไปลงทุนหุ้นกู้เอกชนที่มีตัวใดตัวหนึ่งผิดนัดชำระ NAV ของกองก็ถูกกระทบ เพียงแต่กระทบเป็นสัดส่วนน้อยกว่าถือรุ่นเดียว ประเด็นคือกองที่โฆษณาผลตอบแทนย้อนหลังสวยเป็นพิเศษ มักไปเพิ่มน้ำหนักหุ้นกู้ดอกสูงอันดับเครดิตต่ำเพื่อดันผลตอบแทน ซึ่งก็คือการเพิ่มความเสี่ยง default เข้ามาในกองแบบที่ตัวเลขผลตอบแทนย้อนหลังไม่ได้บอก คุณต้องเปิดดูพอร์ตของกองในหนังสือชี้ชวนว่าถือตราสารอันดับเครดิตระดับไหนเป็นหลัก ไม่ใช่ดูแค่ผลตอบแทนที่ผ่านมา

สรุปว่าเหมาะกับใคร กองทุนตราสารหนี้เหมาะที่สุดสำหรับการพักเงินระยะกลางราว 1–3 ปีขึ้นไป เงินที่ยังไม่อยากเอาไปเสี่ยงในหุ้น แต่ก็เสียดายถ้าปล่อยนอนในออมทรัพย์ดอกต่ำ ไม่เหมาะกับเงินสำรองฉุกเฉินที่ต้องพร้อมใช้ทันที (เพราะ NAV แกว่งได้) และไม่เหมาะกับการคาดหวังผลตอบแทนแบบหุ้น ถ้ากำลังชั่งใจระหว่างกองตราสารหนี้กับที่พักเงินแบบอื่น ฝากประจำ กองตลาดเงิน หรือหุ้นกู้ อ่านบทเทียบชนกันที่ศึกที่พักเงิน — ฝากประจำ vs กองทุนตลาดเงิน vs หุ้นกู้ให้จบก่อนตัดสินใจ

ข้อได้เปรียบที่มักถูกมองข้ามของกองตราสารหนี้คือเรื่องภาษี — กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนของบุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นภาษี ต่างจากดอกเบี้ยหุ้นกู้หรือพันธบัตรที่ถือตรงซึ่งถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ยิ่งฐานภาษีสูง กองบอนด์ยิ่งได้เปรียบเมื่อเทียบผลตอบแทนหลังภาษี

ผลตอบแทนภาษีของบุคคลธรรมดาหมายเหตุ
กำไรจากการขายคืนหน่วยกองทุนตราสารหนี้ ยกเว้นภาษี บุคคลธรรมดาไม่เสียภาษีจากกำไรขายคืนหน่วยลงทุน
ดอกเบี้ยหุ้นกู้ / พันธบัตร (ถือตราสารตรง) หัก ณ ที่จ่าย 15% เลือกให้เป็นภาษีสุดท้าย (final tax) ได้ — เทียบผลตอบแทน "หลังภาษี" เสมอ

ที่มา: กรมสรรพากร — ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 — เป็นเพดาน/เกณฑ์ตามกฎหมาย อัตราจริงของแต่ละผู้ให้บริการอาจต่างออกไป โปรดตรวจสอบฉบับล่าสุด

สามข้อที่คนพลาดกับกองตราสารหนี้ หนึ่ง—คิดว่าเหมือนฝากเงินแล้วตกใจขายตอน NAV แดงในช่วงดอกขาขึ้น สอง—ซื้อกอง duration ยาวโดยไม่รู้ตัวเลข แล้วเจอความผันผวนเกินที่รับได้ สาม—เลือกกองจากผลตอบแทนย้อนหลังสูงสุด โดยไม่ดูว่ากองไปเสี่ยงกับหุ้นกู้อันดับเครดิตต่ำแค่ไหน สามข้อนี้ป้องกันได้ด้วยการอ่านหนังสือชี้ชวนสิบนาทีก่อนซื้อ

อยากเห็นว่ากองที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3% ต่อปีทบไปเรื่อย ๆ ในระยะกลางโตเป็นเท่าไหร่ กดเครื่องคำนวณดอกเบี้ยทบต้นลองตัวเลขของตัวเองดูได้เลย

ย้ำก่อนจาก กองทุนตราสารหนี้เป็นเครื่องมือพักเงินระยะกลางที่ดี ถ้าคุณเข้าใจว่ามันไม่ใช่เงินฝาก NAV แกว่งตามดอกเบี้ยได้ และเลือก duration ให้เข้ากับระยะเวลาที่ถือได้จริง — แต่มันจะกลายเป็นแหล่งเสียใจทันทีที่ถูกซื้อด้วยความเข้าใจว่ามันคือฝากเงินดอกดี ตัวเลข duration ผลตอบแทน และเงื่อนไขทั้งหมดเป็นข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบ Fund Fact Sheet ของกองจริงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
กองทุนรวม · ตราสารหนี้อ่านจบแล้ว ลองใช้เครื่องมือคำนวณของเราต่อ หรือดูบทความแนะนำในแถบข้าง