สรุปใน 30 วินาที
  • ธุรกิจใหม่กู้ยากเพราะไม่มีงบย้อนหลังและหลักประกัน — เริ่มที่ธนาคารรัฐ (SME D Bank/ออมสิน) พร้อม บสย. ค้ำ ก่อนธนาคารพาณิชย์
  • ถ้าธุรกิจโตเร็ว เงินทุนแบบ equity (นักลงทุน/VC) มักปลอดภัยกว่าหนี้ เพราะไม่มีค่างวดมากดกระแสเงินสด
  • สินเชื่อส่วนบุคคลมาลงธุรกิจเป็นทางเลือกท้ายสุด — ดอกอาจสูงถึง 25%/ปี และความเสี่ยงตกที่ตัวคุณเต็ม ๆ
  • สิ่งที่ตัดสินการอนุมัติคือแผนธุรกิจและประมาณการกระแสเงินสด 12–24 เดือนที่น่าเชื่อถือ
แหล่งอ้างอิง เกณฑ์ เพดานตามกฎหมาย และเงื่อนไขในบทความนี้ อ้างอิงกรอบจากประกาศของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) — ตัวเลขและเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบฉบับล่าสุดจากเว็บไซต์หน่วยงานและผู้ให้บริการโดยตรง (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569)
การเปิดเผยข้อมูล: บทความนี้อาจมีลิงก์พันธมิตรไปยังผู้ให้บริการสินเชื่อ หากคุณสมัครผ่านลิงก์ เราอาจได้รับค่าแนะนำโดยคุณไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม — และเราจะบอกตรง ๆ เมื่อ "การกู้" ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ คำเตือน: กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

ทำไมธุรกิจใหม่ถึงกู้ยาก — และธนาคารกลัวอะไร

ธนาคารปล่อยสินเชื่อธุรกิจโดยดูสองอย่างเป็นหลัก: งบการเงินย้อนหลัง (พิสูจน์ว่าธุรกิจทำเงินได้จริง) และหลักประกัน (สิ่งที่ยึดได้ถ้าคุณผ่อนไม่ไหว) ธุรกิจใหม่และสตาร์ทอัพมักไม่มีทั้งสองอย่าง — เพิ่งเปิดได้ไม่กี่เดือน ยังไม่มีงบย้อนหลัง 2–3 ปี และเงินทุนหมดไปกับการตั้งต้นจนไม่เหลือทรัพย์สินมาค้ำ ในสายตาธนาคาร นี่คือความเสี่ยงที่ประเมินแทบไม่ได้

เข้าใจตรงนี้ก่อนจะช่วยให้คุณเลือกแหล่งทุนถูก: ยิ่งธุรกิจยังพิสูจน์รายได้ไม่ได้เท่าไหร่ การกู้จากธนาคารพาณิชย์ทั่วไปยิ่งไม่ใช่ทางที่ตรงที่สุด สิ่งที่คุณต้องมองหาคือแหล่งทุนที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจระยะเริ่มต้นโดยเฉพาะ ซึ่งมีอยู่หลายช่องทางกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด

สินเชื่อ SME ธนาคารรัฐ และ บสย. ค้ำ

ทางเลือกแรกที่ควรลองเสมอคือสถาบันการเงินของรัฐที่มีภารกิจสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กโดยตรง เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank) ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. สำหรับธุรกิจเกษตร สถาบันเหล่านี้มักมีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับธุรกิจตั้งใหม่หรือรายย่อยเป็นระยะ ๆ (รายละเอียดโครงการและวงเงินเปลี่ยนตามนโยบายแต่ละช่วง ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบวงเงินและเงื่อนไขล่าสุด)

กุญแจสำคัญสำหรับธุรกิจที่ไม่มีหลักประกันคือ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) — หน่วยงานที่เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อแทนหลักทรัพย์ให้ผู้ประกอบการที่ธุรกิจดีแต่ไม่มีของค้ำ เมื่อ บสย. ค้ำ ธนาคารเสี่ยงน้อยลงจึงกล้าปล่อยกู้ให้ธุรกิจที่ไม่มีหลักประกันได้ กลไกนี้คือสะพานหลักที่ช่วยให้ธุรกิจรายเล็กจำนวนมากเข้าถึงเงินทุนได้

เริ่มที่ธนาคารรัฐก่อนธนาคารพาณิชย์สำหรับธุรกิจอายุน้อยที่ไม่มีหลักประกัน โอกาสผ่านที่ SME D Bank หรือออมสินพร้อม บสย. ค้ำ มักสูงกว่าและดอกเบี้ยต่ำกว่าการเดินเข้าไปขอกู้ธุรกิจกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไปโดยตรง อ่านภาพรวมทางเลือกทั้งหมดในคู่มือสินเชื่อ SME

สินเชื่อสตาร์ทอัพและนวัตกรรม

ถ้าธุรกิจของคุณมีองค์ประกอบด้านเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม มีช่องทางเฉพาะที่ต่างจากสินเชื่อ SME ทั่วไป หน่วยงานอย่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และโครงการสนับสนุนสตาร์ทอัพต่าง ๆ มีทั้งเงินให้เปล่า (grant) เงินกู้ดอกต่ำ และโครงการบ่มเพาะ ที่ประเมินธุรกิจจาก "ศักยภาพการเติบโต" มากกว่างบย้อนหลัง

นอกจากนี้ยังมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเฉพาะกลุ่มที่ออกเป็นครั้งคราว เช่น สินเชื่อฟื้นฟู สินเชื่อเพื่อการปรับตัวสู่ดิจิทัล หรือสินเชื่อกลุ่มธุรกิจเป้าหมายของรัฐ — ทางลัดคือติดตามข่าวจากธนาคารรัฐและหน่วยงานส่งเสริม SME อย่างสม่ำเสมอ เพราะโครงการดี ๆ มักมีวงเงินจำกัดและปิดรับเร็ว สำหรับสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษที่รัฐอุดหนุน อ่านเงื่อนไขและวิธียื่นในคู่มือ Soft Loan สำหรับ SME ประกอบ

นักลงทุนและ VC — เงินที่ไม่ใช่หนี้

จุดที่คนทำธุรกิจใหม่มักลืมคิด: ไม่ใช่ทุกความต้องการเงินต้องแก้ด้วยการกู้ ถ้าธุรกิจของคุณมีศักยภาพเติบโตสูง การระดมทุนแบบ equity (ขายหุ้นแลกเงินลงทุน) อาจเหมาะกว่าการก่อหนี้ ความต่างมีนัยสำคัญ:

ประเด็นสินเชื่อ (หนี้)นักลงทุน/VC (ทุน)
ต้องคืนไหมต้องคืนต้น+ดอกตามงวดไม่ต้องคืน แต่แบ่งความเป็นเจ้าของ
ภาระเมื่อธุรกิจสะดุดยังต้องผ่อนแม้ขาดทุนไม่มีค่างวดกดดันกระแสเงินสด
สิ่งที่เสียไปดอกเบี้ยสัดส่วนหุ้นและอำนาจตัดสินใจบางส่วน
เหมาะกับธุรกิจที่รายได้คาดเดาได้ธุรกิจโตเร็ว เสี่ยงสูง ยังไม่มีกำไร

Angel investor นักลงทุนรายบุคคล และ VC เข้ามาลงทุนโดยรับความเสี่ยงร่วมกับคุณ ถ้าธุรกิจเจ๊ง เขาเสียเงินไปด้วย ไม่ได้ทวงคืน — ต่างจากหนี้ที่ตามคุณไปทุกที่ ข้อแลกเปลี่ยนคือคุณต้องยอมแบ่งความเป็นเจ้าของและมักมีคนร่วมตัดสินใจ สำหรับสตาร์ทอัพที่ยังไม่มีรายได้และเผาเงินเพื่อโต การมีค่างวดหนี้มากดกระแสเงินสดอาจเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด — เงินทุนแบบ equity จึงมักปลอดภัยกว่าในระยะแรก

สินเชื่อส่วนตัวเจ้าของ — ทางลัดที่มีกับดัก

เมื่อกู้ในนามธุรกิจไม่ผ่าน เจ้าของจำนวนมากหันไปกู้สินเชื่อส่วนบุคคลในนามตัวเองแล้วเอาเงินมาลงธุรกิจ วิธีนี้ทำได้และบางครั้งก็จำเป็น แต่ต้องเข้าใจกับดักให้ชัด:

ก่อนเอาเงินกู้ส่วนตัวมาลงธุรกิจ ให้คิดสามข้อนี้
  • ความเสี่ยงตกที่ตัวคุณเต็ม ๆ — ถ้าธุรกิจไปไม่รอด หนี้ยังเป็นของคุณในฐานะบุคคล ไม่ใช่ของกิจการ ทรัพย์สินส่วนตัวและเครดิตส่วนบุคคลของคุณเป็นเดิมพันทั้งหมด
  • ดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อธุรกิจมาก — สินเชื่อส่วนบุคคลดอกอาจสูงถึง 25% ต่อปี ขณะที่ธุรกิจต้องทำกำไรเกินอัตรานั้นถึงจะคุ้ม ซึ่งยากมากในปีแรก ๆ
  • ปนเงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจ — ทำให้บัญชียุ่ง วางแผนภาษียาก และมองไม่ออกว่าธุรกิจกำไรจริงหรือแค่เอาเงินกู้มาหมุน

ถ้าจำเป็นต้องใช้ทางนี้จริง ให้กู้น้อยที่สุด แยกบัญชีธุรกิจกับส่วนตัวชัดเจน และมีแผนคืนที่ไม่พึ่งกำไรธุรกิจอย่างเดียว จุดยืนของเราคือ สินเชื่อส่วนตัวมาลงธุรกิจควรเป็นทางเลือกท้าย ๆ หลังจากลองแหล่งทุนที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจจนหมดแล้ว

อยากรู้ต้นทุนดอกเบี้ยจริงก่อนตัดสินใจกู้

เทียบข้อเสนอสินเชื่อธุรกิจและวงเงินจากหลายสถาบัน ดูอัตราดอกเบี้ยแบบ Effective ในหน้าเดียว ก่อนเลือกแหล่งทุนที่คุ้มที่สุด

เทียบสินเชื่อธุรกิจ
ย้ำ 3 ประเด็นก่อนตัดสินใจ
1

ธุรกิจใหม่กู้ยากเพราะไม่มีงบย้อนหลังและหลักประกัน — เริ่มที่ธนาคารรัฐ (SME D Bank/ออมสิน…

2

ถ้าธุรกิจโตเร็ว เงินทุนแบบ equity (นักลงทุน/VC) มักปลอดภัยกว่าหนี้ เพราะไม่มีค่างวดมากดก…

3

สินเชื่อส่วนบุคคลมาลงธุรกิจเป็นทางเลือกท้ายสุด — ดอกอาจสูงถึง 25%/ปี และความเสี่ยงตกที่ต…

แผนธุรกิจและกระแสเงินสดที่ทำให้ผ่าน

ไม่ว่าจะกู้จากแหล่งไหน สิ่งที่ตัดสินการอนุมัติของธุรกิจที่ยังไม่มีงบย้อนหลังคือ "แผนธุรกิจและประมาณการกระแสเงินสด" ที่น่าเชื่อถือ นี่คือสิ่งที่คุณควรเตรียม:

  1. ประมาณการกระแสเงินสด 12–24 เดือน — แสดงว่าเงินจะเข้าออกอย่างไร จุดคุ้มทุนอยู่ตรงไหน และค่างวดหนี้จะจ่ายจากอะไร ผู้ให้กู้อยากเห็นว่าคุณคิดเรื่องการคืนเงินไว้แล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องการใช้เงิน
  2. สมมติฐานที่อธิบายได้ — ตัวเลขรายได้ต้องมีที่มา เช่น ยอดขายต่อวันคูณจำนวนวัน ไม่ใช่ตัวเลขสวย ๆ ที่คิดเอง ผู้ให้กู้ที่มีประสบการณ์จับได้ทันทีว่าประมาณการไหนเพ้อฝัน
  3. เงินลงทุนของเจ้าของ — การที่คุณลงเงินตัวเองไปด้วยแสดงความมุ่งมั่นและลดความเสี่ยงในสายตาผู้ให้กู้ ธุรกิจที่เจ้าของไม่ลงทุนอะไรเลยแต่ขอกู้ทั้งหมดมักถูกมองว่าเสี่ยง
  4. เอกสารพื้นฐานให้ครบ — ทะเบียนพาณิชย์หรือหนังสือรับรองบริษัท บัญชีธุรกิจแยกจากส่วนตัว statement ที่มี และเอกสารแสดงการดำเนินงานจริง เช่น สัญญาลูกค้าหรือใบสั่งซื้อ

สรุปจุดยืนของเรา: ลำดับที่ควรลองคือ สินเชื่อ SME ธนาคารรัฐพร้อม บสย. ค้ำ ก่อน จากนั้นสินเชื่อนวัตกรรมถ้าเข้าเกณฑ์ พิจารณาเงินทุนแบบนักลงทุนถ้าธุรกิจโตเร็ว และเก็บสินเชื่อส่วนตัวไว้เป็นทางเลือกท้ายสุด ที่สำคัญที่สุดคืออย่าปล่อยให้ค่างวดหนี้มาบีบกระแสเงินสดของธุรกิจที่ยังไม่แข็งแรง เพราะนั่นคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ธุรกิจดี ๆ ต้องปิดตัวก่อนเวลา ข้อมูลโครงการและตัวเลขทั้งหมดเป็นข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบกับสถาบันการเงินอีกครั้งก่อนตัดสินใจ

ลำดับที่ควรลองแหล่งทุนเหมาะกับ / จุดสำคัญ
1สินเชื่อ SME ธนาคารรัฐ (SME D Bank / ออมสิน / ธ.ก.ส.) พร้อม บสย. ค้ำธุรกิจใหม่ไม่มีหลักประกัน — บสย. ค้ำแทนหลักทรัพย์ โอกาสผ่านสูงกว่าและดอกต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์
2สินเชื่อสตาร์ทอัพ/นวัตกรรม (NIA, grant, soft loan เฉพาะกลุ่ม)ธุรกิจมีองค์ประกอบเทคโนโลยี — ประเมินจากศักยภาพการเติบโต ไม่ใช่งบย้อนหลัง วงเงินจำกัดปิดรับเร็ว
3นักลงทุน / VC (เงินทุนแบบ equity)ธุรกิจโตเร็ว เสี่ยงสูง ยังไม่มีกำไร — ไม่มีค่างวดกดกระแสเงินสด แลกกับสัดส่วนหุ้น
4 (ท้ายสุด)สินเชื่อส่วนบุคคลของเจ้าของเฉพาะเมื่อลองแหล่งอื่นจนหมดแล้ว — ดอกอาจสูงถึง 25%/ปี และความเสี่ยงตกที่ตัวคุณเต็ม ๆ

ลำดับแหล่งทุนสำหรับธุรกิจใหม่ตามจุดยืนของบทความ — รายละเอียดโครงการเปลี่ยนตามนโยบายแต่ละช่วง ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569

สินเชื่อ · ธุรกิจอ่านจบแล้ว ลองใช้เครื่องมือคำนวณของเราต่อ หรือดูบทความแนะนำในแถบข้าง