สรุปใน 30 วินาที
  • คู่สมรสที่มีเงินได้ทั้งคู่เลือกได้ 3 ทาง: แยกยื่น / รวมไว้ฝ่ายเดียว / รวมเฉพาะบางประเภท — เลือกใหม่ได้ทุกปี
  • รายได้ยิ่งต่างกันมาก แยกยื่นยิ่งได้เปรียบ เพราะฝ่ายรายได้น้อยได้ใช้ขั้นบันไดต่ำของตัวเอง
  • เงินเดือน 40(1) แยกคำนวณได้เสมอแม้เลือกยื่นรวม แต่เงินได้อื่น (ค่าเช่า/ปันผล/ฟรีแลนซ์) จะถูกกองรวม
  • ถ้าอีกฝ่ายไม่มีเงินได้เลย ยื่นคนเดียวได้ลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท — ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้ง
แหล่งอ้างอิง เกณฑ์ เพดานตามกฎหมาย และเงื่อนไขในบทความนี้ อ้างอิงกรอบจากประกาศของ กรมสรรพากร · สำนักงานประกันสังคม · สำนักงาน ก.ล.ต. — ตัวเลขและเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบฉบับล่าสุดจากเว็บไซต์หน่วยงานและผู้ให้บริการโดยตรง (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569)
การเปิดเผยข้อมูล: บทความนี้อาจมีลิงก์พันธมิตรไปยังผลิตภัณฑ์การเงิน หากคุณสมัครผ่านลิงก์ เราอาจได้รับค่าแนะนำโดยคุณไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เนื้อหาอิงโครงสร้างปีภาษีล่าสุด ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดเช็คประกาศกรมสรรพากรก่อนยื่นจริง

คำถามที่คู่แต่งงานถามกันทุกเดือนมีนาคมคือ "ปีนี้ยื่นรวมหรือแยกดี" และคำตอบที่ตรงที่สุดคือ ไม่มีสูตรตายตัว — ขึ้นกับว่ารายได้ของสองฝ่ายห่างกันแค่ไหน และเป็นเงินได้ประเภทไหน แต่ถ้าให้ฟันธงจากประสบการณ์ตัวเลข คู่ที่รายได้ต่างกันมากมักได้เปรียบเมื่อแยกยื่น และคู่ที่รายได้ใกล้เคียงกันแทบไม่ต่างจะเลือกทางไหน หลังปีภาษี 2555 ที่กฎหมายเปิดให้แยกยื่นได้ การ "ยื่นรวม" แบบเดิมที่เคยลงโทษคู่สมรสก็หมดพิษไปมาก บทความนี้ไล่ทั้งสามทางเลือกให้เห็น แล้วกดตัวเลขคู่จริงให้ดูว่าต่างกันกี่บาท

สามทางเลือกที่คู่สมรสมีเงินได้ทั้งคู่เลือกได้

เมื่อทั้งสามีและภรรยาต่างมีเงินได้ กฎหมายเปิดทางเลือกไว้สามแบบ และคุณเลือกใหม่ได้ทุกปี ไม่ผูกมัดข้ามปี

  • แยกยื่นทั้งคู่ — ต่างคนต่างยื่นแบบของตัวเอง ต่างคนต่างใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัวและขั้นบันไดภาษีของตัวเองเต็มชุด นี่คือทางที่คู่รายได้ต่างกันมากมักได้เปรียบที่สุด
  • รวมเงินได้ไว้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง — เอาเงินได้ทั้งสองก้อนมารวมยื่นในนามคนเดียว วิธีนี้มักเสียภาษีมากกว่าเพราะเงินก้อนใหญ่ถูกดันขึ้นขั้นบันไดสูง ยกเว้นกรณีที่รวมแล้วช่วยให้ใช้ค่าลดหย่อนบางอย่างได้เต็มขึ้น
  • รวมเฉพาะบางประเภทเงินได้ — เช่น ต่างคนต่างยื่นเงินเดือนของตัวเอง แต่เอาเงินได้ร่วม เช่น ค่าเช่าทรัพย์สินที่ถือร่วมกัน มารวมไว้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นทางสายกลางที่ยืดหยุ่นที่สุด

หัวใจที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไทยใช้อัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันได — เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกยกเว้น จากนั้นไต่ 5% 10% 15% ไปเรื่อย ๆ จนถึง 35% ที่เงินได้สุทธิเกิน 5 ล้าน เมื่อโครงสร้างเป็นขั้นบันได การกองเงินไว้ก้อนเดียวจึงมักแพงกว่าการกระจายให้สองก้อนต่างไต่บันไดของตัวเอง

ทำไมรายได้ต่างกันมาก แยกยื่นมักชนะ — เรื่องของขั้นบันได

ลองนึกภาพขั้นบันไดภาษีเป็นถังน้ำหลายใบต่อกัน ถังใบแรก (150,000 บาทแรก) ฟรี ถังต่อไปคิด 5% ถังถัดไป 10% ไล่ขึ้นไป เมื่อคุณแยกยื่น แต่ละคนได้ถังฟรีและถังราคาถูกของตัวเองเต็มชุด เงินได้ของฝ่ายที่รายได้น้อยจะไปเติมถังราคาถูกที่ยังว่างอยู่ แทนที่จะถูกดันขึ้นไปเติมถังราคาแพงของอีกฝ่าย

ผลลัพธ์คือ ยิ่งรายได้สองฝ่ายห่างกันมาก การแยกยื่นยิ่งได้เปรียบชัด เพราะฝ่ายรายได้น้อยได้ใช้ขั้นบันไดต่ำ ๆ ที่ตัวเองมีสิทธิ ตรงกันข้าม ถ้ารายได้ใกล้เคียงกัน ทั้งคู่อยู่ขั้นบันไดพอ ๆ กันอยู่แล้ว จะแยกหรือรวมผลต่างจึงแทบไม่มี กติกาคร่าว ๆ ที่ใช้ได้จริงคือ รายได้ยิ่งเบี้ยว ยิ่งควรแยก รายได้ยิ่งเท่า ยิ่งไม่ต้องคิดมาก

แยกยื่นไม่ได้แปลว่าเสียสิทธิคู่สมรส คนเข้าใจผิดบ่อยว่าแยกยื่นแล้วจะไม่ได้ลดหย่อนอะไรที่เกี่ยวกับคู่ครอง ความจริงคือค่าลดหย่อนที่เป็นของแต่ละคน เช่น เบี้ยประกันชีวิตของตัวเอง กองทุน RMF/ThaiESG ของตัวเอง ดอกเบี้ยบ้านตามส่วนที่กู้ ยังใช้ได้เต็มในแบบของแต่ละคน สิ่งที่หายไปเมื่อแยกยื่นคือเฉพาะลดหย่อน "คู่สมรสไม่มีเงินได้" 60,000 บาท ซึ่งกรณีนี้ไม่เกี่ยวอยู่แล้วเพราะทั้งคู่ต่างมีเงินได้

ถ้าอีกฝ่ายไม่มีเงินได้ — ลดหย่อนคู่สมรส 60,000

โจทย์เปลี่ยนไปทั้งหมดเมื่อฝ่ายหนึ่งไม่มีเงินได้เลยตลอดปีภาษี กรณีนี้ไม่มีอะไรต้องเลือก — ฝ่ายที่มีเงินได้ยื่นคนเดียว และได้สิทธิลดหย่อนคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ 60,000 บาทเต็มจำนวน คำว่า "ไม่มีเงินได้" ตีความเคร่งครัดมาก มีรายได้ฟรีแลนซ์เข้ามาก้อนเดียวระหว่างปี หรือดอกเบี้ยเงินฝากที่ถือเป็นเงินได้ ก็อาจหลุดเงื่อนไขแล้ว

โบนัสที่หลายบ้านลืมคือ ถ้าคู่สมรสไม่มีเงินได้จริง คุณยังใช้สิทธิลดหย่อนพ่อแม่ของคู่สมรสได้อีกคนละ 30,000 บาทด้วย ภายใต้เงื่อนไขเดียวกับพ่อแม่ตัวเอง — รายละเอียดสิทธิครอบครัวทั้งชุดเราแยกไว้ใน ลดหย่อนพ่อแม่ บุตร คู่สมรส ที่ไล่ทีละญาติพร้อมเอกสารที่ต้องเตรียม

เงินเดือน 40(1) แยกได้เสมอ แม้เลือกยื่นรวม

จุดที่เป็นเทคนิคแต่สำคัญมาก: แม้คู่สมรสเลือก "ยื่นรวม" เงินได้ประเภทเงินเดือนและค่าจ้าง มาตรา 40(1) กฎหมายให้สิทธิแยกคำนวณภาษีได้เสมอ พูดง่าย ๆ คือแม้กรอกในแบบเดียวกัน ระบบยังยอมให้แยกฐานเงินเดือนของสองฝ่ายออกจากกันเพื่อคิดภาษี ทำให้ต่างฝ่ายต่างได้ขั้นบันไดของตัวเอง

ผลในทางปฏิบัติคือ ถ้าเงินได้ของทั้งคู่เป็นเงินเดือนล้วน การเลือกยื่นรวมหรือแยกจะให้ผลภาษีใกล้เคียงกันมาก เพราะกฎหมายกันไม่ให้เงินเดือนสองก้อนถูกกองรวมจนโดนขั้นบันไดสูง ความต่างจะเริ่มมีนัยเมื่อมีเงินได้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่ 40(1) เข้ามาปน เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือเงินได้ฟรีแลนซ์ 40(2)/40(8) เพราะเงินได้เหล่านี้ในการยื่นรวมจะถูกนำไปรวมกองที่ฝ่ายหัวหน้าครอบครัว

กับดักยื่นรวม: เงินได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนจะถูกกองรวม ถ้าเลือกยื่นรวมและฝ่ายหนึ่งมีค่าเช่าหรือเงินปันผลก้อนโต เงินได้ส่วนนั้นจะไปรวมกับเงินได้ของอีกฝ่าย ดันฐานภาษีขึ้นขั้นบันไดสูงโดยไม่จำเป็น หลายคู่พลาดตรงนี้เพราะเข้าใจว่ายื่นรวมแล้วทุกอย่างแยกคำนวณได้เหมือนเงินเดือน — ไม่ใช่ สิทธิแยกคำนวณอัตโนมัติมีเฉพาะ 40(1) เท่านั้น

ตัวอย่างจริง — คู่รายได้ 800,000 กับ 300,000 เทียบ 3 วิธี

สมมติสามีมีเงินเดือนรวมทั้งปี 800,000 บาท ภรรยามีเงินเดือน 300,000 บาท ทั้งคู่หักค่าใช้จ่ายเงินเดือน 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาทได้เต็ม และใช้เฉพาะค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทเพื่อให้เห็นภาพขั้นบันไดชัด ๆ (ในชีวิตจริงมีลดหย่อนอื่นอีก) ตัวเลขด้านล่างเป็นการประมาณเพื่อเทียบเชิงโครงสร้าง

รายการ (ประมาณ)แยกยื่นทั้งคู่รวมไว้ที่สามีรวมเฉพาะบางส่วน
เงินได้สุทธิฝ่ายสามี640,000890,000640,000
เงินได้สุทธิฝ่ายภรรยา190,000190,000
ภาษีฝ่ายสามี~44,000~102,500~44,000
ภาษีฝ่ายภรรยา~2,000~2,000
ภาษีรวมทั้งคู่~46,000~102,500~46,000

ภาพเทียบภาษีรวมทั้งคู่ (สามี 800,000 / ภรรยา 300,000) ตามวิธียื่นแต่ละแบบ (ประมาณการ)

ช่องว่างเห็นชัดทันที — การรวมเงินได้ไว้ที่สามีทำให้ภาษีรวมพุ่งกว่าเท่าตัว เพราะเงินได้สุทธิ 890,000 บาทถูกดันขึ้นไปอยู่ขั้นบันได 20% ขณะที่ถ้าแยกยื่น ก้อน 300,000 ของภรรยาแทบไม่โดนภาษีเลยเพราะเกือบทั้งก้อนอยู่ในโซนยกเว้นและขั้น 5% ส่วน "รวมเฉพาะบางส่วน" ในกรณีที่ทั้งคู่มีแต่เงินเดือน จะให้ผลเท่ากับแยกยื่นเพราะ 40(1) แยกคำนวณได้อยู่แล้ว บทเรียนคือ เมื่อรายได้เบี้ยวและเงินได้เป็นเงินเดือน แยกยื่นหรือรวมแบบแยกคำนวณ 40(1) คือคำตอบ ส่วนการกองรวมทั้งก้อนคือทางที่แพงที่สุด

อย่าเดา — กดตัวเลขคู่ของคุณเองดีที่สุด

ใส่รายได้และลดหย่อนของแต่ละฝ่าย เครื่องคำนวณภาษีจะบอกภาษีที่ต้องจ่ายและฐานภาษีสูงสุด ลองใส่ทั้งแบบแยกและแบบรวมเทียบกันได้ในไม่กี่นาที

คำนวณภาษีของคุณ
ย้ำ 3 ประเด็นก่อนตัดสินใจ
1

คู่สมรสที่มีเงินได้ทั้งคู่เลือกได้ 3 ทาง: แยกยื่น / รวมไว้ฝ่ายเดียว / รวมเฉพาะบางประเภท …

2

รายได้ยิ่งต่างกันมาก แยกยื่นยิ่งได้เปรียบ เพราะฝ่ายรายได้น้อยได้ใช้ขั้นบันไดต่ำของตัวเอง

3

เงินเดือน 40(1) แยกคำนวณได้เสมอแม้เลือกยื่นรวม แต่เงินได้อื่น (ค่าเช่า/ปันผล/ฟรีแลนซ์) จ…

สรุปวิธีเลือก — ทำอย่างไรไม่ให้พลาด

ถ้าจะให้เหลือหลักคิดสั้น ๆ ที่ใช้ได้ทุกปี

  • อีกฝ่ายไม่มีเงินได้เลย — ยื่นคนเดียว รับลดหย่อนคู่สมรส 60,000 และสิทธิพ่อแม่คู่สมรสเพิ่ม
  • ทั้งคู่มีเงินได้ แต่เป็นเงินเดือนล้วน — แยกหรือรวมผลใกล้กันมาก เพราะ 40(1) แยกคำนวณได้ เลือกทางที่กรอกสะดวกกว่า
  • รายได้ต่างกันมาก และมีเงินได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนปน — แยกยื่นมักชนะชัด อย่ากองเงินได้ทั้งก้อนไว้ที่ฝ่ายเดียว
  • มีทรัพย์สินถือร่วมกัน เช่น บ้านเช่า — พิจารณา "รวมเฉพาะบางประเภท" เพื่อจัดเงินได้ร่วมไว้ที่ฝ่ายฐานภาษีต่ำกว่า

ที่สำคัญกว่าการเลือกถูกครั้งเดียวคือ การเทียบใหม่ทุกปี เพราะรายได้ โบนัส และลดหย่อนของสองฝ่ายเปลี่ยนทุกปี คำตอบที่ถูกปีนี้อาจไม่ใช่คำตอบปีหน้า ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้งกับประกาศกรมสรรพากรฉบับล่าสุดก่อนยื่นจริง

ทำครั้งเดียว ใช้ได้ทั้งชีวิตคู่ เปิดเครื่องคำนวณภาษี ใส่ตัวเลขสองฝ่ายแล้วบันทึกผลไว้สามแบบ — แยก รวมที่ฝ่ายรายได้สูง รวมที่ฝ่ายรายได้ต่ำ ปีต่อ ๆ ไปแค่เปลี่ยนตัวเลขรายได้ใหม่ในเทมเพลตเดิม ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีต่อปี แต่ประหยัดได้หลักหมื่นสำหรับคู่ที่รายได้ต่างกันมาก
อยากลดภาษีทั้งบ้านให้ต่ำลงอีก

หลังเลือกวิธียื่นแล้ว การจัดพอร์ตประกันและกองทุนลดหย่อนของแต่ละฝ่ายให้เหมาะกับฐานภาษีคือก้าวถัดไป — เริ่มจากดูสิทธิที่มีอยู่ก่อนควักเงินซื้อเพิ่ม

เทียบประกันลดหย่อนภาษี
Married Filingอ่านจบแล้ว ลองใช้เครื่องมือคำนวณของเราต่อ หรือดูบทความแนะนำในแถบข้าง