- คู่สมรสที่มีเงินได้ทั้งคู่เลือกได้ 3 ทาง: แยกยื่น / รวมไว้ฝ่ายเดียว / รวมเฉพาะบางประเภท — เลือกใหม่ได้ทุกปี
- รายได้ยิ่งต่างกันมาก แยกยื่นยิ่งได้เปรียบ เพราะฝ่ายรายได้น้อยได้ใช้ขั้นบันไดต่ำของตัวเอง
- เงินเดือน 40(1) แยกคำนวณได้เสมอแม้เลือกยื่นรวม แต่เงินได้อื่น (ค่าเช่า/ปันผล/ฟรีแลนซ์) จะถูกกองรวม
- ถ้าอีกฝ่ายไม่มีเงินได้เลย ยื่นคนเดียวได้ลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท — ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้ง
คำถามที่คู่แต่งงานถามกันทุกเดือนมีนาคมคือ "ปีนี้ยื่นรวมหรือแยกดี" และคำตอบที่ตรงที่สุดคือ ไม่มีสูตรตายตัว — ขึ้นกับว่ารายได้ของสองฝ่ายห่างกันแค่ไหน และเป็นเงินได้ประเภทไหน แต่ถ้าให้ฟันธงจากประสบการณ์ตัวเลข คู่ที่รายได้ต่างกันมากมักได้เปรียบเมื่อแยกยื่น และคู่ที่รายได้ใกล้เคียงกันแทบไม่ต่างจะเลือกทางไหน หลังปีภาษี 2555 ที่กฎหมายเปิดให้แยกยื่นได้ การ "ยื่นรวม" แบบเดิมที่เคยลงโทษคู่สมรสก็หมดพิษไปมาก บทความนี้ไล่ทั้งสามทางเลือกให้เห็น แล้วกดตัวเลขคู่จริงให้ดูว่าต่างกันกี่บาท
สามทางเลือกที่คู่สมรสมีเงินได้ทั้งคู่เลือกได้
เมื่อทั้งสามีและภรรยาต่างมีเงินได้ กฎหมายเปิดทางเลือกไว้สามแบบ และคุณเลือกใหม่ได้ทุกปี ไม่ผูกมัดข้ามปี
- แยกยื่นทั้งคู่ — ต่างคนต่างยื่นแบบของตัวเอง ต่างคนต่างใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัวและขั้นบันไดภาษีของตัวเองเต็มชุด นี่คือทางที่คู่รายได้ต่างกันมากมักได้เปรียบที่สุด
- รวมเงินได้ไว้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง — เอาเงินได้ทั้งสองก้อนมารวมยื่นในนามคนเดียว วิธีนี้มักเสียภาษีมากกว่าเพราะเงินก้อนใหญ่ถูกดันขึ้นขั้นบันไดสูง ยกเว้นกรณีที่รวมแล้วช่วยให้ใช้ค่าลดหย่อนบางอย่างได้เต็มขึ้น
- รวมเฉพาะบางประเภทเงินได้ — เช่น ต่างคนต่างยื่นเงินเดือนของตัวเอง แต่เอาเงินได้ร่วม เช่น ค่าเช่าทรัพย์สินที่ถือร่วมกัน มารวมไว้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นทางสายกลางที่ยืดหยุ่นที่สุด
หัวใจที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไทยใช้อัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันได — เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกยกเว้น จากนั้นไต่ 5% 10% 15% ไปเรื่อย ๆ จนถึง 35% ที่เงินได้สุทธิเกิน 5 ล้าน เมื่อโครงสร้างเป็นขั้นบันได การกองเงินไว้ก้อนเดียวจึงมักแพงกว่าการกระจายให้สองก้อนต่างไต่บันไดของตัวเอง
ทำไมรายได้ต่างกันมาก แยกยื่นมักชนะ — เรื่องของขั้นบันได
ลองนึกภาพขั้นบันไดภาษีเป็นถังน้ำหลายใบต่อกัน ถังใบแรก (150,000 บาทแรก) ฟรี ถังต่อไปคิด 5% ถังถัดไป 10% ไล่ขึ้นไป เมื่อคุณแยกยื่น แต่ละคนได้ถังฟรีและถังราคาถูกของตัวเองเต็มชุด เงินได้ของฝ่ายที่รายได้น้อยจะไปเติมถังราคาถูกที่ยังว่างอยู่ แทนที่จะถูกดันขึ้นไปเติมถังราคาแพงของอีกฝ่าย
ผลลัพธ์คือ ยิ่งรายได้สองฝ่ายห่างกันมาก การแยกยื่นยิ่งได้เปรียบชัด เพราะฝ่ายรายได้น้อยได้ใช้ขั้นบันไดต่ำ ๆ ที่ตัวเองมีสิทธิ ตรงกันข้าม ถ้ารายได้ใกล้เคียงกัน ทั้งคู่อยู่ขั้นบันไดพอ ๆ กันอยู่แล้ว จะแยกหรือรวมผลต่างจึงแทบไม่มี กติกาคร่าว ๆ ที่ใช้ได้จริงคือ รายได้ยิ่งเบี้ยว ยิ่งควรแยก รายได้ยิ่งเท่า ยิ่งไม่ต้องคิดมาก
ถ้าอีกฝ่ายไม่มีเงินได้ — ลดหย่อนคู่สมรส 60,000
โจทย์เปลี่ยนไปทั้งหมดเมื่อฝ่ายหนึ่งไม่มีเงินได้เลยตลอดปีภาษี กรณีนี้ไม่มีอะไรต้องเลือก — ฝ่ายที่มีเงินได้ยื่นคนเดียว และได้สิทธิลดหย่อนคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ 60,000 บาทเต็มจำนวน คำว่า "ไม่มีเงินได้" ตีความเคร่งครัดมาก มีรายได้ฟรีแลนซ์เข้ามาก้อนเดียวระหว่างปี หรือดอกเบี้ยเงินฝากที่ถือเป็นเงินได้ ก็อาจหลุดเงื่อนไขแล้ว
โบนัสที่หลายบ้านลืมคือ ถ้าคู่สมรสไม่มีเงินได้จริง คุณยังใช้สิทธิลดหย่อนพ่อแม่ของคู่สมรสได้อีกคนละ 30,000 บาทด้วย ภายใต้เงื่อนไขเดียวกับพ่อแม่ตัวเอง — รายละเอียดสิทธิครอบครัวทั้งชุดเราแยกไว้ใน ลดหย่อนพ่อแม่ บุตร คู่สมรส ที่ไล่ทีละญาติพร้อมเอกสารที่ต้องเตรียม
เงินเดือน 40(1) แยกได้เสมอ แม้เลือกยื่นรวม
จุดที่เป็นเทคนิคแต่สำคัญมาก: แม้คู่สมรสเลือก "ยื่นรวม" เงินได้ประเภทเงินเดือนและค่าจ้าง มาตรา 40(1) กฎหมายให้สิทธิแยกคำนวณภาษีได้เสมอ พูดง่าย ๆ คือแม้กรอกในแบบเดียวกัน ระบบยังยอมให้แยกฐานเงินเดือนของสองฝ่ายออกจากกันเพื่อคิดภาษี ทำให้ต่างฝ่ายต่างได้ขั้นบันไดของตัวเอง
ผลในทางปฏิบัติคือ ถ้าเงินได้ของทั้งคู่เป็นเงินเดือนล้วน การเลือกยื่นรวมหรือแยกจะให้ผลภาษีใกล้เคียงกันมาก เพราะกฎหมายกันไม่ให้เงินเดือนสองก้อนถูกกองรวมจนโดนขั้นบันไดสูง ความต่างจะเริ่มมีนัยเมื่อมีเงินได้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่ 40(1) เข้ามาปน เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือเงินได้ฟรีแลนซ์ 40(2)/40(8) เพราะเงินได้เหล่านี้ในการยื่นรวมจะถูกนำไปรวมกองที่ฝ่ายหัวหน้าครอบครัว
ตัวอย่างจริง — คู่รายได้ 800,000 กับ 300,000 เทียบ 3 วิธี
สมมติสามีมีเงินเดือนรวมทั้งปี 800,000 บาท ภรรยามีเงินเดือน 300,000 บาท ทั้งคู่หักค่าใช้จ่ายเงินเดือน 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาทได้เต็ม และใช้เฉพาะค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทเพื่อให้เห็นภาพขั้นบันไดชัด ๆ (ในชีวิตจริงมีลดหย่อนอื่นอีก) ตัวเลขด้านล่างเป็นการประมาณเพื่อเทียบเชิงโครงสร้าง
| รายการ (ประมาณ) | แยกยื่นทั้งคู่ | รวมไว้ที่สามี | รวมเฉพาะบางส่วน |
|---|---|---|---|
| เงินได้สุทธิฝ่ายสามี | 640,000 | 890,000 | 640,000 |
| เงินได้สุทธิฝ่ายภรรยา | 190,000 | — | 190,000 |
| ภาษีฝ่ายสามี | ~44,000 | ~102,500 | ~44,000 |
| ภาษีฝ่ายภรรยา | ~2,000 | — | ~2,000 |
| ภาษีรวมทั้งคู่ | ~46,000 | ~102,500 | ~46,000 |
ภาพเทียบภาษีรวมทั้งคู่ (สามี 800,000 / ภรรยา 300,000) ตามวิธียื่นแต่ละแบบ (ประมาณการ)
ช่องว่างเห็นชัดทันที — การรวมเงินได้ไว้ที่สามีทำให้ภาษีรวมพุ่งกว่าเท่าตัว เพราะเงินได้สุทธิ 890,000 บาทถูกดันขึ้นไปอยู่ขั้นบันได 20% ขณะที่ถ้าแยกยื่น ก้อน 300,000 ของภรรยาแทบไม่โดนภาษีเลยเพราะเกือบทั้งก้อนอยู่ในโซนยกเว้นและขั้น 5% ส่วน "รวมเฉพาะบางส่วน" ในกรณีที่ทั้งคู่มีแต่เงินเดือน จะให้ผลเท่ากับแยกยื่นเพราะ 40(1) แยกคำนวณได้อยู่แล้ว บทเรียนคือ เมื่อรายได้เบี้ยวและเงินได้เป็นเงินเดือน แยกยื่นหรือรวมแบบแยกคำนวณ 40(1) คือคำตอบ ส่วนการกองรวมทั้งก้อนคือทางที่แพงที่สุด
ใส่รายได้และลดหย่อนของแต่ละฝ่าย เครื่องคำนวณภาษีจะบอกภาษีที่ต้องจ่ายและฐานภาษีสูงสุด ลองใส่ทั้งแบบแยกและแบบรวมเทียบกันได้ในไม่กี่นาที
คู่สมรสที่มีเงินได้ทั้งคู่เลือกได้ 3 ทาง: แยกยื่น / รวมไว้ฝ่ายเดียว / รวมเฉพาะบางประเภท …
รายได้ยิ่งต่างกันมาก แยกยื่นยิ่งได้เปรียบ เพราะฝ่ายรายได้น้อยได้ใช้ขั้นบันไดต่ำของตัวเอง
เงินเดือน 40(1) แยกคำนวณได้เสมอแม้เลือกยื่นรวม แต่เงินได้อื่น (ค่าเช่า/ปันผล/ฟรีแลนซ์) จ…
สรุปวิธีเลือก — ทำอย่างไรไม่ให้พลาด
ถ้าจะให้เหลือหลักคิดสั้น ๆ ที่ใช้ได้ทุกปี
- อีกฝ่ายไม่มีเงินได้เลย — ยื่นคนเดียว รับลดหย่อนคู่สมรส 60,000 และสิทธิพ่อแม่คู่สมรสเพิ่ม
- ทั้งคู่มีเงินได้ แต่เป็นเงินเดือนล้วน — แยกหรือรวมผลใกล้กันมาก เพราะ 40(1) แยกคำนวณได้ เลือกทางที่กรอกสะดวกกว่า
- รายได้ต่างกันมาก และมีเงินได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนปน — แยกยื่นมักชนะชัด อย่ากองเงินได้ทั้งก้อนไว้ที่ฝ่ายเดียว
- มีทรัพย์สินถือร่วมกัน เช่น บ้านเช่า — พิจารณา "รวมเฉพาะบางประเภท" เพื่อจัดเงินได้ร่วมไว้ที่ฝ่ายฐานภาษีต่ำกว่า
ที่สำคัญกว่าการเลือกถูกครั้งเดียวคือ การเทียบใหม่ทุกปี เพราะรายได้ โบนัส และลดหย่อนของสองฝ่ายเปลี่ยนทุกปี คำตอบที่ถูกปีนี้อาจไม่ใช่คำตอบปีหน้า ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้งกับประกาศกรมสรรพากรฉบับล่าสุดก่อนยื่นจริง
หลังเลือกวิธียื่นแล้ว การจัดพอร์ตประกันและกองทุนลดหย่อนของแต่ละฝ่ายให้เหมาะกับฐานภาษีคือก้าวถัดไป — เริ่มจากดูสิทธิที่มีอยู่ก่อนควักเงินซื้อเพิ่ม