- อย่าเทียบแค่ 35% (บุคคล) กับ 20% (บริษัท) — ภาษีบุคคลเป็นขั้นบันได อัตราเฉลี่ยจริงต่ำกว่านั้นมาก
- สิทธิ SME ช่วยจริง: กำไร 3 แสนแรกยกเว้น ส่วน 3 แสน–3 ล้านเสีย 15% ส่วนเกิน 3 ล้านเสีย 20%
- กับดักที่คนลืม — เงินในบริษัทไม่ใช่เงินเรา ดึงออกเป็นปันผลโดนหัก ณ ที่จ่ายอีก 10%
- มีต้นทุนแฝงคงที่ทุกปี (ทำบัญชี/สอบบัญชี/ยื่นงบ) จุดคุ้มเริ่มเมื่อกำไรสูงและเก็บเงินไว้หมุนในกิจการ
"รายได้เยอะขนาดนี้ เปิดบริษัทสิ ประหยัดภาษี" — เป็นประโยคที่ฟรีแลนซ์และเจ้าของกิจการรายได้ดีได้ยินบ่อยจนคิดว่ามันจริงเสมอ ความจริงคือ การเปิดบริษัทอาจประหยัดภาษีได้จริงในบางกรณี แต่ก็มีต้นทุนและกับดักที่คนพูดชวนไม่ค่อยเล่าให้ฟัง หลายคนจดบริษัทเพราะเห็นตัวเลข 20% น้อยกว่า 35% แล้วมารู้ทีหลังว่าเงินออกมาใช้จริงเสียภาษีรวมแล้วไม่ได้ต่างกันอย่างที่คิด
บทความนี้จะพาคิดแบบตรงไปตรงมา ทั้งด้านที่ประหยัดจริงและด้านที่เป็นภาระ เพื่อให้คุณตอบตัวเองได้ว่ารายได้ระดับไหนถึงเริ่มคุ้ม ตัวเลขและอัตราทั้งหมดเป็นข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้ง เพราะสิทธิประโยชน์ SME และอัตราภาษีปรับได้ตามนโยบาย
ภาษีบุคคล 35% vs ภาษีบริษัท 20% — ตัวเลขที่คนพูดถึง
จุดตั้งต้นของไอเดียนี้คือความต่างของอัตราสูงสุด
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คิดแบบขั้นบันได เริ่มจาก 0% ไปจนถึง 35% สำหรับเงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 5 ล้านบาทต่อปี
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล อัตราปกติ 20% ของกำไรสุทธิ (และมีสิทธิ SME ที่ต่ำกว่านั้นสำหรับบริษัทเล็ก)
เมื่อมองแค่นี้ 20% ดูน่าสนใจกว่า 35% มาก แต่กับดักอยู่ที่คำว่า "อัตราสูงสุด" — ภาษีบุคคลเป็นขั้นบันได คนรายได้ปานกลางจ่ายอัตราเฉลี่ยต่ำกว่า 35% มาก ในขณะที่ 20% ของบริษัทเป็นอัตราคงที่บนกำไร และที่สำคัญนี่ยังไม่ใช่ภาษีก้อนสุดท้าย ถ้าคุณจะเอาเงินออกมาใช้ส่วนตัว
สิทธิ SME — ยกเว้นก้อนแรกและอัตรา 15%
บริษัทที่เข้าเกณฑ์ SME (โดยทั่วไปคือทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30 ล้านบาท) ได้อัตราภาษีขั้นบันไดที่ต่ำกว่าอัตราปกติ ในโครงสร้างที่ใช้กันคือ
| กำไรสุทธิของบริษัท SME | อัตราภาษีนิติบุคคล |
|---|---|
| ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท | ยกเว้น (0%) |
| ส่วนที่เกิน 300,000 ถึง 3,000,000 บาท | 15% |
| ส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท | 20% |
ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้ง เกณฑ์และอัตรา SME อ้างอิงพระราชกฤษฎีกาที่ใช้บังคับในปีภาษีนั้น
สิทธินี้ทำให้บริษัทเล็กมีอัตราภาษีที่กำไรก้อนแรกต่ำจริง โดยเฉพาะกำไรสามแสนแรกที่ได้รับยกเว้น จุดนี้คือส่วนที่ทำให้ "เปิดบริษัทประหยัดภาษี" มีน้ำหนักในบางกรณี — แต่ต้องอ่านหัวข้อถัดไปให้จบก่อนดีใจ
กับดักที่คนลืม — เงินในบริษัทไม่ใช่เงินเรา และปันผลเสียอีก 10%
นี่คือหัวใจที่คนจดบริษัทเพราะภาษีมักมองข้าม เมื่อบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลแล้ว กำไรที่เหลือยังเป็นเงินของบริษัท ไม่ใช่เงินของคุณ ถ้าคุณจะดึงออกมาใช้ส่วนตัว มีสองทางหลัก และทั้งสองทางมีภาษีตามมา
- จ่ายเป็นเงินเดือน/ค่าตอบแทนกรรมการ — เป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท (ลดกำไรที่ต้องเสียภาษีนิติบุคคล) แต่ตัวคุณต้องเอาไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามขั้นบันได
- จ่ายเป็นเงินปันผล — จ่ายจากกำไรหลังเสียภาษีนิติบุคคลแล้ว และเงินปันผลยังถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก 10%
ลองไล่ดู เงินก้อนหนึ่งเป็นกำไรบริษัท เสียภาษีนิติบุคคลรอบหนึ่ง เหลือมาจ่ายปันผลโดนอีก 10% — รวมสองชั้นแล้วภาระภาษีที่แท้จริงของเงินที่ออกมาถึงกระเป๋าคุณ อาจไม่ได้ต่างจากการเสียภาษีบุคคลตรง ๆ มากอย่างที่ตัวเลข 20% ทำให้เข้าใจ นี่คือเหตุผลที่การเทียบแค่ "35% กับ 20%" นั้นหลอกตา
ต้นทุนแฝง — ทำบัญชี สอบบัญชี ยื่นงบทุกปี
บุคคลธรรมดายื่นภาษีปีละครั้งด้วยตัวเองได้ฟรี แต่บริษัทมีภาระต่อเนื่องที่เป็นเงินจริงและเวลาจริง
- ทำบัญชีรายเดือน — ต้องมีผู้ทำบัญชี บันทึกรายรับรายจ่าย จัดเก็บเอกสารตามมาตรฐาน
- ยื่นภาษีหลายแบบตลอดปี — ภ.ง.ด.1/3/53 (หัก ณ ที่จ่าย), ภ.พ.30 (VAT ถ้าจด), ภ.ง.ด.51 (กลางปี), ภ.ง.ด.50 (สิ้นปี)
- ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA/TA) ตรวจงบทุกปี — บริษัทต้องมีงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ
- ยื่นงบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร ตามกำหนด มิฉะนั้นมีค่าปรับ
ต้นทุนเหล่านี้รวมกันเป็นหลักหมื่นถึงหลายหมื่นบาทต่อปีขึ้นกับขนาดกิจการ ก่อนจะพูดว่าประหยัดภาษีได้เท่าไหร่ ต้องหักต้นทุนคงที่ก้อนนี้ออกก่อนเสมอ ถ้าประหยัดภาษีได้ปีละสองหมื่นแต่จ่ายค่าบัญชีและสอบบัญชีปีละสองหมื่น ก็เท่าทุน แถมเหนื่อยขึ้น
จุดคุ้มทุน — รายได้ถึงระดับไหนถึงเริ่มคุ้ม
ไม่มีตัวเลขมหัศจรรย์ตัวเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะขึ้นกับว่าคุณดึงเงินออกมาใช้เท่าไหร่ เก็บไว้ในบริษัทเพื่อลงทุนต่อเท่าไหร่ และค่าใช้จ่ายจริงของกิจการเป็นแบบไหน แต่หลักคิดคร่าว ๆ ที่ใช้ตัดสินใจได้คือ
| สถานการณ์ | แนวโน้ม |
|---|---|
| รายได้ยังไม่สูง ต้องดึงกำไรออกมาใช้เกือบหมด | มักไม่คุ้ม — ต้นทุนบัญชี+ปันผลกินส่วนที่ประหยัดได้ |
| กำไรสูง ฐานภาษีบุคคลแตะขั้น 25–35% และเก็บกำไรบางส่วนไว้ลงทุนต่อในกิจการ | เริ่มคุ้ม — ได้ประโยชน์จากอัตรา SME และเลื่อนภาษีส่วนที่ยังไม่ดึงออก |
| ต้องการความน่าเชื่อถือ รับงานลูกค้าองค์กร หรือกู้ในนามกิจการ | คุ้มด้วยเหตุผลอื่นนอกจากภาษี |
เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่กฎตายตัว ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบอีกครั้งและคำนวณกับนักบัญชีของคุณ
วิธีที่ตรงที่สุดคือคำนวณสองทาง ทางบุคคลธรรมดาล้วน กับทางบริษัท (รวมเงินเดือน+ปันผล+ค่าบัญชี) แล้วเทียบเงินที่เหลือถึงกระเป๋าจริง ลองประเมินฝั่งบุคคลก่อนที่ เครื่องคำนวณภาษีเงินได้ เพื่อดูว่าฐานภาษีสูงสุดของคุณแตะขั้นไหน ถ้ายังไม่ถึง 20–25% การจดบริษัทเพื่อภาษีอย่างเดียวมักยังไม่คุ้ม
อย่าเทียบแค่ 35% (บุคคล) กับ 20% (บริษัท) — ภาษีบุคคลเป็นขั้นบันได อัตราเฉลี่ยจริงต่ำกว่…
สิทธิ SME ช่วยจริง: กำไร 3 แสนแรกยกเว้น ส่วน 3 แสน–3 ล้านเสีย 15% ส่วนเกิน 3 ล้านเสีย 20%
กับดักที่คนลืม — เงินในบริษัทไม่ใช่เงินเรา ดึงออกเป็นปันผลโดนหัก ณ ที่จ่ายอีก 10%
เมื่อไหร่ควรจด เมื่อไหร่ไม่ควร
ควรพิจารณาจด เมื่อกำไรสูงพอที่ฐานภาษีบุคคลของคุณแตะขั้นบน คุณเก็บกำไรบางส่วนไว้หมุนในกิจการแทนที่จะดึงออกหมด มีค่าใช้จ่ายกิจการที่เป็นเอกสารชัดเจนพอจะทำบัญชีจริง หรือมีเหตุผลทางธุรกิจ เช่น รับงานองค์กร แยกความรับผิด หรือระดมทุน
ยังไม่ควรจด เมื่อรายได้ยังไม่สูงมาก ต้องดึงกำไรออกมาใช้ส่วนตัวเกือบทั้งหมด ไม่มีระบบเอกสารและวินัยบัญชี หรือทำเพราะได้ยินคนบอกว่า "ประหยัดภาษี" โดยยังไม่ได้กดตัวเลขเทียบจริง สำหรับฟรีแลนซ์และกิจการเล็ก การวางแผนภาษีในนามบุคคลให้ดีก่อนมักได้ผลคุ้มค่ากว่าและยุ่งยากน้อยกว่า อ่านต่อได้ที่ ฟรีแลนซ์ยื่นภาษียังไงให้ถูกกฎหมาย และภาพรวมภาษีธุรกิจเล็กที่ ภาษีนิติบุคคล SME
ถ้าตัดสินใจจดจริง อย่าลืมเรื่องเพดาน VAT ที่มาพร้อมกับรายได้ที่โต — อ่าน จดทะเบียน VAT เมื่อไหร่ ยังไง ประกอบ
กรอกรายได้และค่าใช้จ่ายที่หักได้ เครื่องคำนวณจะบอกฐานภาษีสูงสุดและภาษีที่ต้องจ่ายในนามบุคคล ใช้เป็นตัวตั้งเทียบกับทางบริษัท
ใช้บริการจดทะเบียนบริษัทและวางระบบบัญชีครบวงจร ช่วยจัดโครงสร้างเงินเดือน/ปันผล ยื่นภาษีตรงเวลา และเตรียมงบให้ผู้สอบบัญชีตรวจ